วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองกดเอสเอ็มอีทรุด

ทหารไทยระบุแนวโน้มลงทุนใหม่ลดต่อเนื่อง เตือนปรับตัว โดยเฉพาะการบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่องท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนสูง

แบงก์ทหารไทยออกดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอีรายย่อม ชี้การเมืองเป็นปัจจัยหลักกดดันความเชื่อมั่นธุรกิจในระยะ 3 เดือนหน้า แซงหน้าทุกปัจจัย โดยเฉพาะใน กทม. หวั่นสถานการณ์การเมืองไม่ชัด กระทบการลงทุนหดตัวยาว คาดต้นเดือนหน้าปรับจีดีพีลง หลังไร้ปัจจัยบวกหนุนเศรษฐกิจโต

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารได้จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อม-ทีเอ็มบี(TMB-SME Sentiment Index) เพื่อติดตามภาวะธุรกิจเอสเอ็มอีรวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านบวกและลบที่มีผลต่อผู้ประกอบการขนาดย่อมรายไตรมาส โดยได้สำรวจความเห็นของธุรกิจเกือบ 500 กิจการที่เป็นลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารที่มีวงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50 ล้านบาทจากทุกธุรกิจที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสินเชื่อเอสเอ็มอีมีสัดส่วนกว่า 34.5% ของสินเชื่อทั้งอุตสาหกรรม

จากการสำรวจพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะปัจจุบันอยู่ที่ 41.1 ทรงตัวจากระดับ 40.9 ในไตรมาส 4 ของปี 2556 เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าสถานการณ์ในขณะนี้อยู่ในภาวะที่ไม่สดใสมากนัก โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านการเมือง ซึ่งความเชื่อมั่นในระดับดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นไตรมาส 3 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจเอสเอ็มอีใน 3 เดือนข้างหน้า ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 54.2 จาก 58.4ในไตรมาสก่อน ปรับลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากธุรกิจมองว่ารายได้กิจการอาจไม่กระเตื้องขึ้นจากระดับปัจจุบัน และต้นทุนจะสูงขึ้น ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจชะลอการลงทุนและการจ้างงานในระยะต่อไปด้วย

นายเบญจรค์กล่าวว่า ถือเป็นครั้งแรกตั้งแต่ธนาคารทำสำรวจมาตลอดช่วง 7 ไตรมาสที่ผ่านมาที่ปัจจัยทางด้านการเมืองถือเป็นความกังวลมากสุดของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีแซงหน้าปัจจัยความกังวลทางด้านเศรษฐกิจและต้นทุนที่เคยมีความสำคัญกับเอสเอ็มอี และทำให้แนวโน้มการลงทุนใหม่ของเอสเอ็มอีจะชะลอตัวไปด้วยเช่นกัน ซึ่งน้ำหนักของเอสเอ็มอีต่อระบบเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของจีดีพี และจะมีผลต่อการจ้างงานตามมาด้วย โดยในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2556การเมืองสร้างความกังวลให้เอสเอ็มอีที่ระดับ 8.5 แต่ในเดือนมกราคม 2557 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 42.4 เทียบกับปัจจัยอื่นที่ปรับลดลง

เขายังกล่าวอีกว่าการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 3 เดือนข้างหน้า ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวลงก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความวุ่นวายทางการเมือง กดดันให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการในกรุงเทพอยู่ที่ระดับ 38.0 ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ ส่วนภาคที่ยังมีระดับความเชื่อมั่นดีที่สุดคือภาคตะวันออกที่ระดับ 48.5 เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ฟื้นตัว ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ยังมีทิศทางที่ดีและไม่กระทบจากการเมืองโดยตรง

"ก่อนหน้านี้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เป็นปัจจัยกังวลสูงสุดมา ตลอดเกือบ 2 ปี ขณะที่ความกังวล”ต้นทุน”ลดลงจากการปรับตัวรับผลจาก นโยบาย ค่าแรง 300 บาทต่อวัน ผลล่าสุด “การเมือง”เป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการกังวลสูงสุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพฯ กังวลต่อการเมืองถึง 50% ในส่วนภูมิภาคก็มีความกังวลต่อการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย" นายเบญจรงค์กล่าว

ทั้งนี้หากพิจารณารายประเภทของธุรกิจจะพบว่ากลุ่มธุรกิจบริการมีดัชนีความเชื่อมั่นที่ระดับ 45.4 ตามด้วยกลุ่มค้าปลีกค้าส่งที่ 40.7 ส่วนกลุ่มธุรกิจการผลิตมีระดับดัชนีต่ำสุดที่ 38.4 เนื่องจากผู้ผลิตต้องรับความเสี่ยงจากหลายปัจจัยพร้อมกันทั้งยอดขาย ต้นทุนการผลิต แรงงาน วัตถุดิบ ภาวะการแข่งขัน การสต๊อกสินค้า ฯลฯ ทำให้อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่ากลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่งและธุรกิจบริการที่ปรับตัวระยะสั้นง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเอสเอ็มอีควรบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงนี้ พร้อมทั้งติดต่อคู่ค้าและธนาคารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลที่ทันสถานการณ์ที่สุดเพื่อการบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเพราะปัจจัยการเมืองไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด และจะมีผลกระทบต่อธุรกิจส่วนใดบ้าง

"ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมาพร้อมกับข้อจำกัดการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากปลดล็อกได้เร็วจะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น แต่มองไปข้างหน้าแล้วแนวโน้มความเชื่อมั่นยังคงแย่อยู่ ดังนั้นภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวให้ได้ภายใต้ปริบทนี้ โดยเฉพาะการบริหารกระแสเงินสดและสภาพคล่องที่ต้องมีเหลือไว้ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนนี้ เพราะเช็คที่เคยคิดว่าจะเก็บได้จากคู่ค้าอาจจะช้ากว่าที่คิดเพราะคู่ค้าก็ได้รับผลกระทบจากการเมืองเช่นกัน"

นายเบญจรค์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยอยู่ระหว่างปรับประมาณการจีดีพีลงจากที่ได้มองไว้ก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะขยายตัวได้ 3.3% โดยเป็นการประมาณการภายหลังจากรัฐบาลได้ยุบสภา โดยในต้นเดือนมีนาคมนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปประมาณการเศรษฐกิจใหม่ โดยคาดว่าจะต่ำกว่าที่ได้เคยทำประมาณการไว้เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกมากนัก โดยจะขึ้นกับการแก้ปัญหาทางการเมืองและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก โดยเครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ อาจไม่ทำงาน แต่การส่งออกยังเป็นความหวังเดียวที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันผลักดันให้ขยายตัวได้ เพราะหากการส่งออกไม่โตมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะติดลบได้

"เศรษฐกิจน่าจะยังขยายตัวได้อ่อนๆ แต่เชื่อว่าจะไม่ถึงกับเข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย แม้ว่าความเสี่ยงจะเยอะอยู่จริง ดังนั้นต้องพึ่งการส่งออกให้มาก ทั้งนี้หากสถานการณ์การเมืองรุนแรงเหมือนซีเรียก็อาจเห็นการถดถอยได้ แต่เชื่อว่าประเทศไทยจะยังไปไม่ถึงจุดนั้น"