วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

AMATA - ซื้อ

จุดพลิกกลับจะเกิดขึ้นหลังการเมืองคลี่คลาย

ผลประกอบการ 4Q56 รับผลกระทบจากน้ำท่วม
ผลประกอบการ 4Q56 ของ AMATA ทำกำไรสุทธิได้แค่เพียง 75 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราและ Consensus มาก มาจากรายได้ที่ดินลดลงเนื่องจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินล่าช้า และอัตรากำไรขั้นต้นกระทบจากการบันทีกรายได้ที่ดินกลุ่มลูกค้า Holly ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำ และ ผลกระทบจากน้ำท่วมส่งผลต่อธุรกิจบริการที่มีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการป้องกันน้ำท่วม ส่งผลให้ผลประกอบการปี 56 ทำได้เพียงทรงตัวที่ 1.5 พันล้านบาท โดยรวมเป็นผลจากอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ลดลง 2% และค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 36%

ปรับประมาณการปี 57 ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทำได้น้อยกว่าคาด
AMATA ให้ข้อมูลใหม่เพิ่มเติมซึ่งมีผลต่อประมาณการรายได้ในปี 2557 จากงานในมือปัจจุบันที่ 5.2 พันล้านบาท ที่เดิมเราคาดจะรับรู้รายได้ในปี 57 ได้ 80% แต่เนื่องจากแผนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ทำได้ล่าช้ากว่าเดิมทำให้ บริษัทคาดว่าจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ ได้เพียง 70% ของงานในมือซึ่งมีผลต่อรายได้ในปี 57ดังนั้น ขณะที่บริษัทจะมีอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ปรับดีขึ้นจากเดิมเป็น 49.5% สาเหตุจากการบันทึกรายได้จาก Holly คงเหลือรับรู้รายได้เพียง 400 ล้านบาท มีผลต่อกำไรสุทธิปี 2557 ลดลงจากเดิม 12% เป็น 1.3 พันล้านบาท

ยังคงแผนจัดตั้ง REIT ภายในปี
AMATA ยังคงแผนการจัดตั้งกองทุน REIT โดยการนำโรงงานสำเร็จรูปในนิคมอมตะนคร และ อมตะซิตี้ พื้นที่ราว 1.5 แสนตารางเมตร มูลค่ารวมราว 5 พันล้านบาท เข้ากองทุน REIT ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงยังคงแผนการนำ บริษัท อมตะวีเอ็น (เวียดนาม) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าทั้ง 2 เหตุการณ์จะสามารถทำได้ในช่วง 2H57 หากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลาย เรายังไม่รวมทั้ง 2 ประเด็นไว้ในประมาณการปี 2557

รอการฟื้นตัวหลังการเมืองเริ่มคลี่คลาย
เราคาดว่าจุดพลิกฟื้นของ AMATA ให้กลับตัวอีกครั้งจะเกิดขึ้นหลังการเมืองคลี่คลาย จากงานในมือที่อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าที่สูงราว 1.5 – 2 พันไร่ และมีที่ดินพร้อมขายราว 1.3 หมื่นไร่ บริษัทยังคงนโยบายการให้เช่าที่ดินแทนการขายซึ่งจะทำให้ขยายฐานของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลงทุนในระยะสั้นเพิ่ม ราคาหุ้นที่อ่อนตัวรับผลกระทบจากประเด็นการเมืองไปค่อนข้างมาก จนหุ้นมากซื้อขายที่ P/E ปี 2557 ที่ 10 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 14 เท่า เราจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าเหมาะสมใหม่ 17.50 บาท