"มาร์ค ฟาเบอร์"ประเมินมูลค่าหุ้นไทยราคาสมเหตุสมผล มีหลายตัวมูลค่าลงถึง 50% แล้ว หาโอกาสซื้อ 3 กลุ่ม บริการการแพทย์-อสังหาฯ-โทรไร้สาย
นายมาร์ค ฟาเบอร์ กูรูลงทุนระดับโลก เจ้าของงานเขียนวารสาร "อึมครึม หายนะและเฟื่องฟู" ให้ความเห็นว่าตลาดหุ้นไทยแม้ปรับลดลงจากระดับสูงสุด 21 พ.ค.ในปี 2556 ที่ระดับ 1,649 จุดมาอยู่ที่ 1,250 จุด และอาจแกว่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1,300 จุด ทำให้มูลค่าหุ้นไทยตอนนี้ราคาสมเหตุสมผล และเขาอาจมองหาโอกาสซื้อหุ้นบางตัวมากกว่าจะขาย
"คิดว่าหุ้นกลุ่มบริการการแพทย์ดึงดูดใจ และหุ้นอสังหาริมทรัพย์บางตัวน่าสนใจ หรือหุ้นบางตัวอย่างกลุ่มหุ้นโทรศัพท์ไร้สายลดลงมามากแล้ว การซื้อหุ้นมีขนาดใหญ่ก็น่าสน หุ้นเหล่านี้อาจลดลงอีกเล็กน้อย แต่ไม่ใช่การปรับลดลงมาก แต่คิดว่าตอนนี้มีหุ้นอยู่หลายตัวที่มูลค่าลดลงถึง50% แล้ว"
ต่อข้อถามที่ว่าหากให้เลือกว่าจะซื้อหุ้นที่ไหนระหว่างไทยกับสหรัฐในช่วง10 ปีข้างหน้า นายฟาเบอร์เชื่อมั่นว่าการซื้อหุ้นในไทยจะทำเงินได้มากกว่าการซื้อหุ้นสหรัฐในช่วง10 ปีข้างหน้า เพราะไทยเป็นประเทศยอดเยี่ยมและเขาชื่นชอบประเทศไทยมาก
ทั้งนี้เขามองแนวโน้มตลาดโลกช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ว่า มูลค่าสินทรัพย์โป่งพองอย่างมาก โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐและอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก และเมื่อการทรุดตัวลงของสินทรัพย์ปรากฏให้เห็น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกได้ แต่เมื่อเทียบมูลค่าหุ้นของไทยกับหุ้นสหรัฐตอนนี้ คิดว่าหุ้นไทยราคาสมเหตุสมผล แม้จะยังไม่ถูกมากแต่ราคาไม่แพง
ส่วนผลกระทบจากเงินทุนไหลออกเกิดกับไทย นายฟาเบอร์คิดว่าสถานะของไทยไม่ได้ดูเลวร้ายหรือแย่เหมือนตุรกี บราซิล อินเดียหรืออินโดนีเซีย ไทยอยู่ในสถานะดีกว่า แต่การลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินหรือคิวอี แน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทั่วโลก การลดใช้คิวอีน่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐมากกว่าส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย โดยช่วงที่ผ่านมาต่างชาติพากันเทขายหุ้นไทยตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีก่อน
"ตอนนี้วิกฤตการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ ทำให้พวกเขาพากันขายหุ้นไทย จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับลดลง ซึ่งไม่ได้เลวร้ายไปกว่าสิ่งเกิดขึ้นในบราซิล ในตุรกีหรืออินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งภาพรวมทั่วไปหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกปรับลดลง"
ต่อข้อสงสัยที่ว่าการเมืองวุ่นวายจะทำให้บริษัทจัดอันดับอย่างมูดี้ส์หรือเอสแอนด์พีลดเรทติ้งประเทศไทยหรือไม่นั้น นายฟาเบอร์กล่าวว่าเขาไม่ได้สนใจบริษัทจัดเรทติ้งมากนัก แต่เห็นว่าสถานะของไทยยังคงแข็งแกร่ง แม้จะไม่แข็งแกร่งเทียบช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ถือว่าแข็งแกร่งเทียบประเทศอื่น อย่างภาคการเงินสหรัฐกับยุโรปไม่ได้ดีไปกว่า ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหามากมายในไทย แต่ถ้าเทียบไทยกับประเทศอื่นทั่วโลก ปัญหาของไทยไม่ได้ใหญ่โตอะไร
ขณะเดียวกัน ยูบีเอส วาณิชธนกิจชั้นนำของยุโรป ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย: มองล่วงหน้าปี 2557 กดปุ่มยกเครื่องใหม่" ระบุว่าทีมงานของยูบีเอสรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอุปทานในตลาดคอนโด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อมูลว่าอัตราการเริ่มสร้างคอนโดในปี 2556 ลดลง ประกอบกับการเปิดตัวโครงการคอนโดมีมากขึ้น อาจกระทบยอดขายก่อนสร้างในตลาดปีนี้ ทีมยูบีเอสคาดว่าในปีนี้ความต้องการซื้อบ้านในกรุงเทพฯและเขตปริมณฑลอยู่ที่ 110,522 ยูนิต เทียบกับอุปทานที่มีอยู่ทั้งหมดตั้งแต่ปีที่แล้วถึงขณะนี้ 108,645 ยูนิต โดยมีที่อยู่อาศัยยังไม่ได้ขายโดยรวมอีก 144,098 ยูนิต
ทั้งนี้ตลาดคอนโดในต่างจังหวัดไม่ใช่แหล่งลงทุนปลอดภัยอีกต่อไป สำหรับผู้เล่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพราะเห็นว่าอัตราการเริ่มก่อสร้างในตลาดคอนโดต่างจังหวัด ชะลอตัวชัดเจนขึ้น สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางราย ลดการลงทุนอย่างมากในตลาดนี้ เนื่องมาจากอุปทานการสร้างคอนโดล้นตลาดมาก ดังนั้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนในตลาดคอนโดต่างจังหวัดแบบจำกัด จึงเป็นที่ชื่นชอบของยูบีเอส
บทวิเคราะห์ยูบีเอสระบุด้วยว่าความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นต่อเนื่องขณะนี้ ยิ่งก่อปัญหาให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะการเมืองวุ่นวายยืดเยื้อมานาน เป็นสาเหตุให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเสื่อมถอย และการเมืองวุ่นส่งผลกระทบเป็นลบต่อยอดขายก่อนสร้างของกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และกระทบต่อความสามารถในการทำธุรกรรมการโอนที่อยู่อาศัยด้วย โดยทีมงานยูบีเอสย้อนเปรียบเทียบสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในกลางปี 2553 ครั้งนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่ายอดขายก่อนสร้างรายไตรมาสลดลง อย่างไรก็ตามยอดขายกลับมาฟื้นตัวอยู่ในระดับปกติภายในไตรมาสถัดมาหลังการประท้วงทางการเมืองลดลง
เมื่อพิจารณาจากผู้เล่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทีมงานยูบีเอสระบุว่าชื่นชอบศุภาลัย (SPALI) และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) มากที่สุด ขณะที่เอพี(ประเทศไทย) (AP)ก็น่าสนใจ จึงปรับคำแนะนำจากขายเป็น"ซื้อ" บทวิเคราะห์ชี้ว่าความกังวลที่ว่าการสร้างคอนโดในตลาดตามต่างจังหวัดมีมากเกินไป บวกกับการเมืองวุ่นวายยืดเยื้อ ทำให้ยูบีเอสต้องปรับลดคาดการณ์กำไร และราคาหุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม ทีมงานยูบีเอสเชื่อว่า ราคาหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เมื่อเร็วๆ นี้ ปรับตัวลงมากแล้ว และมูลค่าของหุ้นเหล่านี้ตอนนี้ดึงดูดใจ พิจารณาจากการปรับทบทวนคาดการณ์ของยูบีเอส และการวิเคราะห์กลุ่มตัวอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของยูบีเอสตอนนี้ เทรดกันที่สัดส่วนราคาเทียบกำไร (พีอี) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และการปรับตัวช่วงขาลงมีแนวโน้มจำกัด ดังนั้นยูบีเอสจึงพิจารณากลุ่มหุ้นให้ความชื่นชอบเป็นพิเศษใหม่ จากเดิมให้ความสนใจพฤกษา เรียลเอสเตท หรือ พฤกษา และแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ แอลพีเอ็น ตอนนี้กลับมองว่าศุภาลัยหรือเอสพี , แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ แอลเอช และเอพี ไทยแลนด์ หรือ เอพี น่าสนใจเข้าไปลงทุน
ทั้งนี้ ทีมงานยูบีเอสให้เหตุที่ปรับเปลี่ยนไปชื่นชอบ หุ้นศุภาลัย,แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์และเอพีว่า พิจารณาจากการลงทุนของบริษัทน้อยอยู่ ทั้ง 3 บริษัทอสังหาริมทรัพย์ติดอยู่ในกลุ่มผู้เล่นที่เป็นผู้นำทำกำไรจากส่วนต่างได้ในอันดับต้นๆ มียอดโอนจากยอดขายคอนโดอยู่มาก และลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบไว้มาก









