วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MAJOR - ขาย

ฐานกำไรปีก่อนสูงและเสี่ยงจากการเมือง แนะนำ “ขาย”

การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ความวุ่นวายทางการเมืองที่มีความยืดเยื้อเป็นปัจจัยเสี่ยงทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ MAJOR เนื่องจากหากเกิดความรุนแรงขึ้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของโรงภาพยนตร์ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุมเหมือนช่วง 2Q53 ที่แม้จะมีหน้าหนังจะดีแต่ MAJOR กลับมีรายได้ขายบัตรชมภาพยนตร์ลดลง 12% YoY เราประเมินว่าการชุมนุมการเมืองที่ยืดเยื้อในขณะนี้จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดและจะกระทบต่อฐานรายได้จากโรงหนังในต่างจังหวัดของ MAJOR ที่มีสัดส่วน 33% ของรายได้โรงภาพยนตร์ เราจึงปรับลดประมาณการรายได้ของปี 2557 ลดลงจากเดิมเป็น 7.4 พันล้านบาท

กำไรปีนี้เติบโตยากเนื่องจากฐานปีที่แล้วสูง
ในปี 2556 ถือว่าเป็นปีทองของ MAJOR เพราะนอกจากจะมีหนังเรื่อง “พี่มากพระโขนง” ที่ทำสถิติรายได้ขายบัตรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 568 ล้านบาท และยังมีกำไรจากขายหุ้น SF อีก 222 ล้านบาท ทำให้ฐานกำไรสุทธิปี 2556 อาจจะสูงถึง 1,073 ล้านบาท เติบโต 30% YoY แม้จะไม่รวมกำไรพิเศษจากการขายหุ้น SF เราประเมินว่าการทำกำไรจากธุรกิจปกติให้สูงขึ้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากภายใต้บรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรง ทำให้เราคาดว่า MAJOR จะมีกำไรสุทธิกลับลงมาสู่ระดับปกติ โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 710 ล้านบาท ลดลง 34% YoY อย่างไรก็ดีหากการเมืองคลี่คลายได้รวดเร็ว กำลังซื้อฟื้นตัว หน้าหนังประสบความสำเร็จ จะทำให้กำไรของ MAJOR ฟื้นตัวเร็วกว่าที่เราคาด

ปรับลดประมาณการกำไรและมูลค่าเหมาะสมลง
เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2556 – 2557 ลงจากเดิม 8 – 12% เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความยืดเยื้อเริ่มมีความเสี่ยงต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์มากขึ้น นอกจากนี้ หุ้น MAJOR ยังมีความเสี่ยงจากแนวโน้มกำไรที่คาดว่าจะหดตัวลงมากเนื่องจากฐานในปีก่อนหน้าสูง เราจึงปรับลดมูลค่าเหมาะสมโดยเปลี่ยนวิธีการประเมินไปใช้วิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) เพื่อให้มูลค่าเหมาะสมสะท้อนปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมากขึ้นได้มูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 16 บาท ลดลงจากเดิมที่ 24.80 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด

เปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย”
MAJOR ยังมีความเสี่ยงระยะสั้นจากผลประกอบการงวด 4Q56 ที่เราคาดว่ากำไรสุทธิจะหดตัวลง 35% QoQ มาอยู่ที่ 131 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดโรงภาพยนตร์ใหม่กว่า 30 โรง รวมถึงการรับรู้ผลขาดทุนจาก MPIC ที่ทำธุรกิจจัดจำหน่ายดีวีดีและวีซีดี นอกเหนือจากเงินปันผลงวด 2H56 ที่เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายหุ้นได้ในอัตราหุ้นละ 47 สตางต์ คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 2.7% เรายังไม่เห็นปัจจัยบวกอื่นๆในระยะสั้น เราจึงเปลี่ยนคำแนะนำเป็น “ขาย”