"นิพนธ์"แนะทางออกหาเงินจำนำข้าว ส่งกฤษฎีกาฯตีความการใช้ใบประทวนกู้เงินจากสถาบันการเงินโดยตรง รัฐบาลชำระดอกเบี้ย
ยังคงเป็นปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ที่รัฐบาลจะหาเงินมาจ่ายให้กับชาวนาโครงการรับจำนำปีการผลิต 2556/57 โดยยังติดค้างเงินตามใบประทวนอยู่กว่า 1.3 แสนล้านบาท "กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์ นายนิพนธ์ พัวพงศ์กร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
นายนิพนธ์กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลต้องใช้หลายๆวิธีในการแก้ปัญหาเพื่อให้สามารถจ่ายเงินให้กับชาวนาได้ ทางแรกที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การทำให้ชาวนาสามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินเองได้ โดยใช้ใบประทวนที่รัฐบาลออกให้กับชาวนาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ โดยเป็นการที่ให้ชาวนาไปกู้เงิน จากสถาบันการเงินเองในรูปแบบธุรกรรมปกติ ระหว่างธนาคารกับชาวนา ไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินระหว่างธนาคารกับรัฐบาล
สำหรับส่วนดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจากการกู้ยืม ก็ต้องทำความเข้าใจกับชาวนาว่าในทางปฏิบัติชาวนา จะไม่ต้องไปชำระหนี้และดอกเบี้ย แต่รัฐบาลจะเป็นผู้ชำระหนี้ในภายหลัง โดยการแก้ปัญหาแบบนี้จะช่วยลดปัญหาการที่สถาบันการเงิน ไม่ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลเพื่อไปใช้จ่ายเงินค่ารับจำนำข้าวให้กับชาวนา
ชี้ใบประทวนสถานะเท่าสัญญาเงินกู้
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายใบประทวนที่ชาวนาถืออยู่ถือเป็นเอกสารที่เทียบเท่าสัญญาเงินกู้ที่รัฐบาลขอกู้เงินจากชาวนา ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าเต็มตามวงเงินอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินกลัวว่าการให้ชาวนาใช้ใบประทวนไปค้ำประกันเงินกู้จะผิดกฎหมาย หรือกลัวว่าใบประทวนจะใช้ค้ำประกันไม่ได้ เรื่องนี้รัฐบาลก็ควรแก้ปัญหาด้วยการส่งเรื่องนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความและระบุให้ชัดเจนว่าในทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดจะรับผิดชอบต่อการกู้เงินที่ใช้ใบประทวนในการค้ำประกันครั้งนี้ และเพื่อไม่ให้ติดเงื่อนไขในเรื่องของภาระดอกเบี้ยที่จะผูกพันกับรัฐบาลต่อไป ในสัญญาที่ทำระหว่างชาวนากับธนาคารให้ระบุว่าชาวนาจะเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ย
แต่ให้พรรคการเมืองต่างๆ ทุกพรรคที่ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ออกมาหาเสียงโดยสัญญากับชาวนาเลยว่า เมื่อได้เป็นรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยตรงนี้ให้กับชาวนา ซึ่งกฎหมายเลือกตั้งไม่ได้ห้ามเอาไว้และขนาดนี้การเลือกตั้ง ก็ยังไม่เรียบร้อย ดังนั้นพรรคการเมืองต่างๆ ก็สามารถออกมาประกาศว่าจะช่วยเหลือชาวนาในส่วนนี้
ชี้แจงธนาคารช่วยชาวนาไม่ช่วยรัฐ
ทั้งนี้ เมื่อไม่มีข้อสงสัยในเรื่องของการใช้ใบประทวนค้ำประกันแล้ว การกู้เงินก็จะต้องกระจายชาวนาไปกู้เงินจากหลายๆสถาบันการเงิน เพื่อให้ชาวนาได้เงินเร็วที่สุดภายใน 2- 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามอีกปมปัญหาในขณะนี้ที่ต้องมีการทำความเข้าใจกันก็คือหลายๆสถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆโดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ ต่อต้านการปล่อยกู้เงินในโครงการรับจำนำข้าว ก็ต้องทำความเข้าใจว่าในการปล่อยกู้ให้กับชาวนาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือรัฐบาล แต่เป็นการช่วยชาวนาซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องขอความเห็นใจจากพนักงานของสถาบันการเงิน โดยขอให้มองเรื่องนี้ที่แยกออกจากความขัดแย้งทางการเมือง
"เรื่องนี้ก็ต้องให้กลุ่มเกษตรกร หรือสื่อมวลชนช่วยกันทำความเข้าใจกับสถาบันการเงินว่าการปล่อยกู้ในครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยรัฐบาลแต่เป็นการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือชาวนา และปล่อยให้กับชาวนาโดยตรงไม่ผ่านรัฐบาล ปัญหาของชาวนาในขณะนี้เป็นปัญหาของชาติหรือเปล่าก็ต้องบอกว่าเป็น แล้วเราลองนึกถึงตัวเราเอง หากเรามีเงินอยู่ก้อนเดียวแต่รัฐบาลติดหนี้เรา เราไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่มีเงินให้ลูกไปเรียนหนังสือจะทำอย่างไร ดังนั้นก็ต้องขอร้องว่าตัดเรื่องการเมืองออกได้หรือไม่"นายนิพนธ์กล่าว
ธ.ก.ส.ต้องไม่ขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้
นอกจากนี้ยังต้องให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยเหลือ โดยไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และให้เงินกู้ในการลงทุนปลูกข้าวในรอบใหม่เร็วขึ้น รวมทั้งการเปิดวงเงินให้เกษตรกรกู้โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำที่สุด แต่ชาวนาที่ยังไม่ได้เงินในโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 1,386,000 ราย จะมีชาวนาประมาณ 694,000 ราย ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิก ธกส.หรือไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ ธกส. ดังนั้นทางออกก็คือเกษตรกรทั้ง 694,000 ราย อาจจะต้องเข้าเป็นสมาชิกของ ธกส. เพื่อขอสิทธิ์ใช้วงเงินกู้ดังกล่าว
"ผมจะพูดในตรงนี้เลยว่า ดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้กับชาวนาจะมาจากเงินภาษี แต่ไม่เป็นไร ในท้ายที่สุดผมมองว่าคนที่ควรจะต้องจ่ายดอกเบี้ยส่วนนี้ คือ คุณทักษิณ (ชินวัตร) เพราะเขาเป็นเจ้าของโครงการ เป็นคนคิดโครงการนี้ และภูมิใจนักหนาว่าเป็นโครงการที่ดี ดังนั้นไม่ว่าดอกเบี้ยเกิดขึ้นเท่าไหร่ก็ให้คุณทักษิณจ่ายมา ซึ่งในอนาคตมีกระบวนการทางกฎหมายที่ทำได้ก็คือพิสูจน์ในชั้นศาลว่าโครงการนี้สร้างความเสียหาย ถือเป็นคดีอาญาซึ่งสร้างความเสียหายต่อแผ่นดิน ก็ให้มีการฟ้องร้องเอาเงินคืนจากนักการเมืองที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างให้กับสังคม"นายนิพนธ์กล่าว
อัดพาณิชย์สร้างระบบอุปถัมภ์โรงสี
ส่วนแนวทางที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้โรงสีเป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับชาวนา ถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่ได้ผล เนื่องจากโรงสีไม่ได้มีสภาพคล่องสูงทุกโรงสี และคาดว่าหากมีการระดมเงินกู้จากโรงสีจริง ก็จะได้เงินมาจ่ายชาวนาเพียง 5,000 ล้านเท่านั้น และน่าเป็นห่วงเนื่องจากเป็นการสร้างระบบอุปถัมภ์และระบบต่างตอบแทนระหว่างโรงสีกับชาวนา และระหว่างโรงสีกับรัฐบาลที่ชัดเจน
"รมช.พาณิชย์บอกว่าถ้าโรงสีไหนให้ความร่วมมือในการปล่อยกู้ให้กับชาวนา รัฐบาลจะพิจารณาขายข้าวให้โรงสีในราคาถูก ซึ่งกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ไปมา ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก เป็นระบบการเมืองแบบเก่าที่สร้างระบบอุปถัมภ์ เป็นอันตรายกับแนวทางการพัฒนาข้าราชการให้ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะที่เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามใช้แรงกดดันทางการเมือง ใช้อำนาจที่ไม่โปร่งใส บีบบังคับให้โรงสีปล่อยกู้ในโครงการนี้ "
แนะขายข้าวโปร่งใส่หาเงินจ่ายชาวนา
วิธีการที่จะช่วยให้รัฐบาลได้เงินมาจ่ายให้กับชาวนาได้มากขึ้น ต้องปรับปรุงวิธีการขายข้าวในสต็อกของรัฐบาล ที่ผ่านมารัฐบาลเปิดขายข้าวในโกดังไม่โปร่งใสมาตั้งแต่ต้น เห็นได้จากปริมาณการส่งออกข้าวใน 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกข้าวได้เพียง 6-7 ล้านตันต่อปี
สำหรับการที่รัฐบาลประกาศว่ามีสต็อกข้าวประมาณ 17 ล้านตัน ถือเป็นตัวเลขคาดคะเน ซึ่งไม่มีใครรู้คุณภาพของข้าวในโกดังว่ามีข้าวดีอยู่เท่าไหร่และมีข้าวเน่าอยู่เท่าไหร่ ดังนั้นต้องประเมินในราคาต่ำที่สุด เท่ากับว่าในขณะนี้ข้าวในสต็อกของรัฐบาลจะขายได้ตันละ 8,000 - ,9000 บาทต่อตันเท่านั้น
แนะตั้งคณะทำงานอิสระตรวจโกดัง
ดังนั้น ควรมีการคณะทำงานอิสระเข้ามาตรวจสอบคุณภาพข้าวและตรวจสอบการทุจริตในโกดังและสต็อกข้าวของรัฐบาลด้วยโดยให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นเจ้าภาพหลักในการตรวจสต็อกซึ่งเป็นไปได้ว่าจะพบการทุจริตอีกมาก
"ราคาข้าวในตลาดต่ำมากแล้วเนื่องจากราคาข้าวในวันนี้เป็นราคาที่สะท้อนไปยังอนาคต เพราะตลาดรู้แล้วว่ารัฐบาลกำลังจะเทขายข้าวออกมาจำนวนมาก แล้วข้าวในฤดูใหม่ก็กำลังจะออกมา เพราะฉะนั้นจะจัดการอย่างไรให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นก็คือต้องจัดการสต็อกรัฐบาลใหม่แยกข้าวเน่าออกมาและประกาศชัดเจนว่าเราจะขายแต่ข้าวดี และขายตามคุณภาพ โดยอาจมีข้าวดีเหลือขายได้ประมาณ 10 ล้านตัน"
2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลนี้บริหารโครงการรับจำนำข้าวผิดพลาด ขาดทุนจากโครงการปีละ 2 แสนล้านบาท ใช้เงินแล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ขายข้าวได้เงินเพียง 1.5 แสนล้านบาท ขาดทุนเพราะขายข้าวราคาต่ำ แต่หากรวมการทุจริต จะมีเรื่องข้าวหาย ซึ่งคำนวณได้ว่าอาจมีข้าวหายไปประมาณ 1.5 ล้านตันความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกมาก
"รัฐบาลประชาธิปไตยมีหน้าที่จะต้องบริหารประเทศด้วยความมีประสิทธิภาพ และต้องไม่ปล่อยให้มีการทุจริต ดังนั้นถ้าบกพร่องทั้งสองเรื่องจะต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้เป็นจริยธรรมขั้นพื้นฐานของผู้บริหาร และถ้าพิสูจน์ได้เรื่องการทุจริตไม่เพียงต้องลาออกแต่ต้องไม่กลับมาเล่นการเมืองอีก"นายนิพนธ์ กล่าว









