จับตาการปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่
ธุรกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว
เราคาดว่าธุรกิจให้บริการโฮมชอปปิ้งของบริษัท TVDI ในมาเลเซียจะเริ่มทำกำไรครั้งแรกในปีนี้หลังจากประสบผลขาดทุนติดกันมา 3 ปีนับจากวันเริ่มดำเนินธุรกิจ จากการเติบโตของเศรษฐกิจในมาเลเซียทำให้กำลังซื้อเพิ่มและการขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับหนึ่งทำให้ TVDI จะมีผลขาดทุนลดลงเป็น 4 ล้านบาทในปี 2557 และคาดว่าจะสามารถทำกำไรได้หลังจากทุกบริษัทในลาว กัมพูชา เวียดนาม มีผลประกอบการที่ดีขึ้น ส่งผลให้ TVD เริ่มที่จะรับรู้ผลกำไรได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีอัตรากำไรสุทธิที่สูงขึ้นเป็น 3.7% ในปี 2557 และ 4.1% ในปี 2558
เสริมรายได้จากธุรกิจตัวแทนขายประกัน
TVD ได้เริ่มหันมาสร้างรายได้จากช่องทางใหม่ ในรูปแบบของการเสนอขายประกันชีวิตทางโทรศัพท์ (Tele Marketing) โดยใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีอยู่ในมือกว่า 2.6 ล้านคน เรามองธุรกิจตัวแทนประกันชีวิตของ TVD ว่ามีแนวโน้มเติบโตสูง จากการขยายตัวของธุรกิจประกันโดยรวมที่ 12% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่พัฒนาแล้วที่เติบโตเพียง 2 – 3% เท่านั้น นอกจากนี้การเป็นตัวแทนประกันชีวิตทำให้ TVD ไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนการบริหารสินค้าคงคลังเหมือนธุรกิจปกติ ทำให้อัตรากำไรจากการขายในช่องทางนี้สูงได้ถึง 40-50%
แยกธุรกิจ Shop At Home เร่งการเติบโตรายได้
เรามองว่าแผนการแยกธุรกิจ Shop at Home (ช่องโฮมช้อปปิ้ง 24 ชั่วโมง) โดยการร่วมทุนกับพันธมิตรจากไต้หวันซึ่งเป็นผู้ประกอบการ Home Shopping รายใหญ่ และเน้นขายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ TVD จะหันไปเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการขายสินค้าในแบรนด์ตัวเองที่มีมาร์จิ้นสูง นอกจากนี้ความชำนาญของพันธมิตรที่ทำธุรกิจมายาวนานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนและสินค้าคงคลังให้มีต้นทุนต่ำลงจากเดิม จากการประหยัดจากขนาด ทำให้ TVD สามารถกลับมาเน้นดำเนินธุรกิจหลักขายสินค้าผลิตเองที่มีมูลค่าสูง ในรูปแบบการเช่าเวลาผ่านฟรีทีวีมากขึ้น
คาดกำไรสุทธิ 3 ปีเติบโตเฉลี่ย 38%
ปี 2557 เป็นจุดกลับตัวของ TVD ที่จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างก้าวกระโดด จากการเติบโตไปพร้อมกับมูลค่าการตลาดโฮมช้อปปิ้งที่ขยายตัวเฉลี่ยถึงปีละ 40% และยังมีช่องทางเติบโตได้อีกมากจากอัตราส่วนคนไทยที่ยังซื้อสินค้าปลีกในช่องทางปกติที่สงถึง 95% เทียบกับญี่ปุ่นและเกาหลีที่ซื้อสินค้าในช่องทางปกติเพียง 65% เท่านั้น เราคาดว่าในปีนี้ TVD จะทำกำไรสุทธิ 92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% YoY และจะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย 38% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยเรายังไม่รวมผลบวกจากกลยุทธ์ใหม่ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลกำไรในอนาคต เราประเมินมูลค่าเหมาะสม 4.68 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”








