ประธานกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. ระบุบริษัทแม่ต่างชาติหลายราย ส่งสัญญาณโยกคำสั่งซื้อจากฐานผลิตในไทย เหตุวิตกการเมืองลากยาว
ปัญหาการเมืองในประเทศที่ลากยาวตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อยอดขายทั้งในและต่างประเทศ โดยธุรกิจไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ระบุบริษัทแม่ที่มีฐานผลิตในไทยบางราย เริ่มโยกคำสั่งซื้อจากฐานการผลิตในไทยแล้ว
นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงไทยการไฟฟ้า จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ชาร์ป เปิดเผยถึงภาวะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ว่า เป็นอุตสาหกรรมที่เผชิญกับภาวะวิกฤติมาตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยความขัดแย้งทางการเมือง จึงคาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มดังกล่าว บางรายการยังเติบโตติดลบ ไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่มีฐานการผลิตกระจายไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลก ได้โยกคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากที่เคยลงคำสั่งซื้อในไทยไปสั่งผลิตในกลุ่มประเทศอื่นๆ ที่เป็นฐานการผลิตเช่นเดียวกันแทน เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองของไทยเริ่มมีปัญหาบานปลาย จนเริ่มกังวลว่าฐานการผลิตในไทยจะประสบปัญหาในการส่งมอบสินค้า
นอกจากนี้ บริษัทแม่ในต่างประเทศบางราย ยังให้นโยบายชะลอแผนการขยายการลงทุนออกไปก่อน เช่นเดียวกับบริษัทใหม่ ที่มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย ก็ชะลอแผนดังกล่าวออกไป บางรายหันไปเลือกลงทุนในประเทศอื่น ที่มีเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าไทยแทน โดยเฉพาะเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
"สถานการณ์เช่นนี้ทำให้บริษัทแม่เบรกขยายการลงทุนในไทย และจัดไทยอยู่ในบัญชี (ลิสต์) ประเทศที่มีความเสี่ยงในการลงทุน ทั้งๆ ที่ไทยเคยเป็นประเทศที่มีความสงบ และมีความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุดประเทศหนึ่ง ก็จะถูกลดเกรดลงไปเปรียบเทียบกับเวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย หลังจากมีปัญหาการเมืองและภัยพิบัติมาบั่นทอนธุรกิจทุกปี เริ่มจากปี 2553 มีการประท้วงและเผาเมือง ปี 2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วม และจนกระทั่งปลายปี 2555 ถึงในขณะนี้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์การเมือง ทำให้กลุ่มนักลงทุนเก่าและใหม่เริ่มมองถึงการกระจายออเดอร์จากไทยไปยังประเทศอื่น"นายศุภชัย กล่าว
ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทรุด
เขายังกล่าวว่า ไม่เพียงมูลค่าการส่งออกที่ปรับตัวลดลง สินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังเผชิญกับสถานการณ์กำลังซื้อในประเทศ ที่ชะลอตัวจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินของเกษตรกรปรับตัวลดลง จนกระทั่งลดการจับจ่ายสินค้าในกลุ่มนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จากการขึ้นค่าจ้างแรงงานเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง และอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อสินค้ารุ่นเก่าในตลาดเพื่อเปลี่ยนไปสู่รุ่นใหม่ โดยเฉพาะทีวีดิจิทัล
"การเมืองค่อนข้างน่าเป็นห่วง ยังไม่เห็นทางออกของปัญหาที่ชัดเจน ทำให้ประเมินว่าผลกระทบตจะยาวนานถึง 6 เดือน ทำให้ไทยเสียโอกาสทางธุรกิจจากการเข้ามาตั้งฐานการผลิตของทุนข้ามชาติ ที่ต้องรีบตัดสินใจ ขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ไม่สามารถอนุมัติการลงทุนได้ภายใต้รัฐบาลรักษาการ"
กันยงฯ ยัน มิตซูบิชิ ไม่โยกออเดอร์
นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานกรรมการบริษัท กันยง อีเลคทริก จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์มิตซูบิชิ เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทแม่ในญี่ปุ่น (มิตซูบิชิ อีเล็คทริก คอร์ปอเรชั่น) ยังคงคำสั่งซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากฐานผลิตในไทย ไม่ได้โยกคำสั่งซื้อไปยังฐานการผลิตในประเทศอื่น เนื่องจากในอาเซียน มิตซูบิชิฯมีฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งเดียวในไทย นอกจากนี้การจะโยกไปใช้ฐานการผลิตในภูมิภาคอื่นนั้น ทำได้ยากเนื่องจากส่วนใหญ่จะผลิตสินค้าคนละประเภท ดังนั้นตลาดส่งออกของกันยงฯ ที่มีสัดส่วนส่งออกกว่า 80% ของกำลังการผลิตจึงไม่ได้รับผลกระทบ
เขายอมรับว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่บริษัทแม่ในต่างประเทศของบริษัทอื่นๆ จะโยกคำสั่งซื้อจากฐานผลิตในไทย ไปยังฐานการผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะรายที่มีฐานการผลิตในอาเซียนหลายแห่ง เพราะกังวลจะส่งมอบสินค้าล่าช้าจากปัญหาการเมืองในไทย
ส่วนตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศ แบรนด์มิตซูบิชิ นายประพัฒน์ ยอมรับว่า ปัญหาการเมืองทำให้ยอดขายลดลงกว่า 10% มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จากเดิมตลาดในประเทศเติบโตปีละกว่า 10%
"แทนที่จะโต 10% ตลาดในประเทศกลับติดลบ 10% จึงคาดว่าตลาดปีหน้า (มี.ค. 2557-ก.พ. 2558) จะไม่เติบโตเมื่อเทียบกับปีนี้ บริษัทจึงหันมาเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้นจาก 80% เล็กน้อย เพื่อปรับลดสัดส่วนการผลิตเพื่อขายในประเทศลง"
เขากล่าวอีกว่า สิ่งที่ได้รับนโยบายจากบริษัทแม่ช่วงเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง คือ ให้ระมัดระวังการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับบริหารสินค้าคงคลัง และการปล่อยสินเชื่อ (เครดิต) กับผู้ค้า ที่ต้องเข้มงวดและรัดกุมมากขึ้น
ชี้โยกฐานผลิตทำได้ยาก
นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA กล่าวว่า ความวุ่นวายทางการเมืองยังกระทบต่อกำลังการผลิตของบริษัท แต่จะเพิ่มกำลังการผลิตและประสิทธิภาพสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และไม่คิดจะโยกออเดอร์จากโรงงานในไทย เพราะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องคำนึงถึงวัตถุดิบที่ใช้ผลิต และผลกระทบต่อซัพพลายเออร์
จากการพูดคุยกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกัน ยังไม่พบว่ามีใครโยกออเดอร์ไปผลิตในโรงงานในต่างประเทศ แต่ลูกค้าหวาดกลัวการเมืองในประเทศ หากมีความรุนแรง ส่วนลูกค้าของบริษัทที่ผ่านมาลูกค้า สอบถามเข้ามาหลายราย แต่บริษัทพูดคุยกับลูกค้าให้เข้าใจ ซึ่งลูกค้าก็ไม่มีปัญหา
แจงฮาร์ดดิสก์การผลิตยังปกติ
แหล่งข่าวในวงการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟ แม้ลูกค้าต่างชาติจะแสดงความกังวลเข้ามา แต่ก็ได้ชี้แจงไป โดยการผลิตจะเพิ่ม หรือลด เป็นผลมาจากสภาวะด้านการตลาดมากกว่า รวมทั้งการจะโยกออเดอร์ไปผลิตที่สาขาประเทศอื่นๆ ก็ยังไม่มี เพราะผลิตภัณฑ์บางตัวโยกฐานการผลิตกันไม่ได้ง่ายๆ สถานการณ์ช่วง 1-2 เดือนนี้ยังเป็นปกติ
สภาพตลาดโดยรวมอยู่ในอัตราไม่เติบโต หรือเติบโตน้อย ระดับ 1-2% มีบางเซ็กเมนท์ที่เพิ่ม บางเซ็กเมนท์ที่ลด เช่น โมบายลดลงเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน แต่ คลาวด์ เพิ่มขึ้น เพราะเมื่อใช้งานโมบายมากๆ ก็จำเป็นต้องเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ยอดขายสำหรับคลาวด์มากขึ้น แม้จำนวนชิ้นไม่สูงแต่มูลค่ามากกว่าสำหรับโมบาย ฉะนั้น ฐานะทางธุรกิจของบริษัทจึงอยู่ในสภาพที่ดีมีเงินจ่ายโบนัสพนักงานมากกว่าเกณฑ์เฉลี่ย
หอการค้าชี้การเมืองยืดเยื้อกด ศก.ต่ำ 2%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัจจัยทางการเมืองเป็นผลกระทบที่สำคัญที่สุดต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริโภคของประชาชน และการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจเอสเอ็มอี หากการเมืองยังไม่คลี่คลายภายใน 6 เดือนแรกของปีนี้ จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะทำให้จีดีพีของไทยปีนี้ ขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งต่ำกว่าที่หน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3%
หากการเมืองคลี่คลายภายในไตรมาส 1 ปีนี้ และเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกับ 33 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อเป็นปัจจัยบวกกับธุรกิจส่งออก มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยจีดีพีอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ 3-4%
ด้าน นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจของเอสเอ็มอีไทยโดยรวม ไตรมาส 4 ปี 2556 อยู่ที่ 58.2 เพิ่มขึ้น 3.1 จุด เพราะว่าธุรกิจเอสเอ็มอีปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนทรัพยากรบุคคล ลดการก่อหนี้ และลดการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลง พัฒนาคุณภาพและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการมากขึ้น เพื่อลดการแข่งขันด้านราคา อีกทั้งธุรกิจบางส่วนตั้งราคาเพิ่มขึ้น เพราะมีคุณภาพของสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีไทยยั่งยืน
ส่วนผลกระทบจากยอดขายและกำไรต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่ลดลง จากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีปัจจุบันมี 2 ล้านราย กังวลปัญหาขาดสภาพคล่อง ซึ่งยอดขายลดลง 15% ขณะที่ต้นทุนการทำธุรกิจไม่ได้ลดลง
"ผลกระทบจากการเมืองที่เกิดกับธุรกิจเอสเอ็มอี เริ่มส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ กรณีปัญหายังยืดเยื้อ ธุรกิจเอสเอ็มอีกังวลสภาพคล่องของธุรกิจ และกังวลความสามารถชำระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งสถาบันการเงินต้องเข้ามาดูแลใกล้ชิด หากเอสเอ็มอีที่จะเลิกกิจการ จะกระทบการจ้างงาน โดยระยะสั้นมองว่าอัตราว่างงานของไทยอาจเพิ่มขึ้นจาก 0.7% ไปอยู่ที่ 1% เพราะสภาพคล่องเอสเอ็มอีลดลง ทำให้บางธุรกิจไม่มีแผนรับพนักงานเพิ่มขึ้น"
จากการสำรวจ พบว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระบุ หากการชุมนุมยืดเยื้อไปเรื่อยๆ สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้เฉลี่ย 4.6 เดือน ดังนั้น ธุรกิจเอสเอ็มอี จึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนมาตรการต่างๆ ที่จะมีผลให้ธุรกิจพัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1.ลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งได้ เช่น ลดดอกเบี้ยเงินกู้ และหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง 2.หาตลาดในการจำหน่ายสินค้าให้เพิ่มเติม และ 3.กระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมีรายได้มากขึ้น









