สรท.ยันส่งออกปีนี้ยังคงโต 5% ระบุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินดันต้นทุนขนส่งทางอากาศพุ่ง ความมั่นใจผู้ซื้อตกต่ำ ควรยกเลิกด่วน
นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท. ยังเชื่อว่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ 5% การส่งออกในเดือนม.ค. ที่ผ่านมาที่ยังขยายตัวได้ทำให้เชื่อว่าไตรมาสแรกนี้จะยังไม่ถูกกระทบจากปัญหาทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะคู่ค้าได้มีคำสั่งซื้อเข้ามาล่วงหน้าแล้วและมีซัพพลายเชนภายในประเทศที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความกังวลจากเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยง 3 ด้านพร้อมกัน คือความสามารถการแข่งขันที่ลดลงจากปัญหาและนโยบายภาครัฐในช่วงเวลาที่ผ่านมา และไม่ได้รับการแก้ไขทั้งต้นทุนค่าแรงเพิ่มขึ้น ขาดแคลนแรงงาน การใช้นโยบายรัฐเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดในสินค้าเกษตร การเมืองทำสุญญากาศของภาครัฐอย่างน้อย 6 เดือน ส่งผลต่อการลงทุนโดยเฉพาะตอนนี้ที่ไม่มีบอร์ดบีโอไออนุมัติการลงทุน ซึ่งถ้ายาวไปจะทำให้ไทยขาดการลงทุนที่เป็นเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ที่ยิ่งจะทำให้ไทยไม่มีการพัฒนากลายเป็นประเทศที่ไม่น่าลงทุนอีกต่อไป
ความเสี่ยงสุดท้ายคือเศรษฐกิจโลก ที่บางฝ่ายมองว่ายังมีความไม่แน่นอน วิกฤติค่าเงินในอาร์เจนตินาและยังมีความเสี่ยงจากโรคติดต่อและภัยธรรมชาติที่คาดว่าจะสูงขึ้นในปีนี้เห็นจากภัยพิบัติสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจมาก
"สถานการณ์ที่รัฐอยู่ในภาวะสุญญากาศเอกชนต้องรวมตัวกันและช่วยเหลือกันเองโดยเฉพาะธุรกิจใหญ่ต้องช่วยรายเล็กเอกชนก็ต้องปฏิรูปสิ่งที่ตัวเองทำอยู่จะทำอะไรเหมือนเดิมไม่ได้แล้วเพราะตอนนี้เราเจอความเสี่ยงพร้อมกัน 3 เด้ง ซึ่งเชื่อว่าเอกชนจะทำได้เป็นกำลังหลักของการส่งออกและเศรษฐกิจ" นายนพพร กล่าว
ด้าน นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้กระทบต่อการส่งออกสินค้าทางอากาศ เนื่องจากอัตรานักท่องเที่ยวเข้ามาไทยลดลง ทำให้จำนวนเครื่องบินเข้ามาไทยลดลง ส่งผลต่อเนื่องให้ค่าระวางการขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้มีการเรียกเก็บค่าความเสี่ยงในการขนส่ง (Security Surcharge) เพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง และยังส่งผลต่อความมั่นใจของผู้ซื้อต่างชาติ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉินโดยเร็ว
ส่วนการส่งออกระยะสั้น คงจะได้รับผลกระทบไม่มาก แต่จะส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์และได้รับการตรวจสอบจากต่างชาติ เพราะว่าคู่ค้าต่างชาติลดการเดินทางเข้ามายังประเทศไทย เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อก็อาจจะย้ายไปซื้อจากประเทศอื่นได้
"เอกชนจะต้องหาทางช่วยเหลือกันเองให้มากที่สุด อย่างหวังพึ่งพาภาครัฐ มั่นใจว่าอีก 1 ปี ไม่มีทางที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยภาคเอกชนได้ เพราะดูจากงบประมาณภาครัฐก็ยังไม่เห็นแนวทางว่าจะเข้ามาช่วยอะไรได้ ขนาดที่ทำงานยังต้องย้ายไปย้ายมาหาที่ทำงานเป็นหลักแหล่งได้" นายวัลลภ กล่าว
โดยความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการควรจะต้องปรับตัวออกไปร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศใกล้เคียง เช่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นต้น รวมทั้งเพิ่มปริมาณการค้าชายแดน
"การที่ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ภายใน 6 เดือน อาจส่งผลต่อการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-สหภาพยุโรปหยุดชะงักคาดว่าจะล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้กว่า 1 ปี จะทำให้ไทยมีต้นทุนสินค้าที่เสียเปรียบประเทศคู่แข่ง เนื่องจากไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) โดยในปีนี้ถูกตัดไป 50 รายการ และในปีหน้าจะถูกตัดทั้งหมด 723 รายการ"
ส่วนการส่งออกในไตรมาส 1-2 คาดว่าจะขยายตัว 1-2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ไตรมาส 3 และ 4 ว่าจะขยายตัว 5-7% และจะทำให้การส่งออกทั้งปีขยายตัว 4-5% ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยที่เกื้อหนุนคือเงินบาทที่อ่อนค่าลง
ไทยพาณิชย์ชี้การเมืองยื้อฉุดจีดีพีปีนี้โต 2.4%
ด้าน นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวที่ 3% แต่ความไม่สงบทางการเมืองเป็นความเสี่ยงสำคัญและอาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพียง 2.4%
สำหรับเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น จากการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศ G-3 (สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น) ทำให้ประเมินว่าแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะมาจากการส่งออก ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้ 6%
"ประเด็นความเสี่ยงหลัก ต่อเศรษฐกิจ มาจากการเมืองที่ยืดเยื้อ ซึ่งหากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในครึ่งปีแรก อีไอซีประเมินว่าเศรษฐกิจอาจจะขยายตัวได้เพียง 2.4% เท่านั้น"
ส่วนค่าเงินบาทปีนี้คาดว่าจะอยู่ระดับ 32-35 บาทต่อดอลลาร์ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปอยู่ที่ 1.75% ในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ในภาวะที่เศรษฐกิจขาดแรงกระตุ้นและแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม ความกังวลต่อภาวะเงินทุนไหลออก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กนง.ไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากนัก
ขณะที่การลดทอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) และการไหลออกของเงินทุนจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงปีนี้ นอกเหนือจากเรื่องเสถียรภาพการเมือง
การเมืองฉุดนำเข้าสินค้าทุนเดือนธ.ค.ติดลบ
ขณะที่ตัวเลขนำเข้าสินค้าในเดือนธ.ค. 2556 ที่ปรับตัวลดลง 9.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าสินค้าทุน ติดลบ 15.6% ประกอบด้วย สินค้าเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ติดลบ 14.3% เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ติดลบ 7.4 % เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ติดลบ 12.5% และเครื่องบิน เครื่องร่อน และอุปกรณ์ ติดลบ 27.4%
เช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าในหมวดวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูป มีอัตรานำเข้าติดลบ 19.1% โดยสินค้าในหมวดดังกล่าว ประกอบด้วย เคมีภัณฑ์ ติดลบ 11% อุปกรณ์ส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ติดลบ 59.3%, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ ติดลบ 58.2% รวมทั้งเครื่องเพชรพลอย อัญมณี และเงินแท่ง ติดลบ 10.3%
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า ตัวเลขนำเข้าสินค้าในหมวดสินค้าทุน วัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปในเดือนธ.ค. 2556 ที่ปรับลดลง สะท้อนกำลังการผลิตสินค้าในประเทศที่ส่อเค้าปรับตัวลดลง สวนทางการยอดนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าเริ่มมีการนำเข้ามาสินค้ามาแทนที่การผลิตภายในประเทศ
อุตฯรองเท้าบริหารต้นทุน-ลดโอที
นายปภัส กิจกำจาย ผู้จัดการฝ่ายสร้างแบรนด์ บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด ผู้ผลิตและส่งออกรองเท้าลำลอง เปิดเผยว่า ถ้าประเทศเกิดสุญญากาศ 6 เดือน จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการจับจ่ายใช้สอย ท้ายที่สุดก็กระทบต่อยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
ขณะนี้ บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายจากต้นทุนคงที่ และลดกำลังการผลิตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสมดุลของรายได้ ขณะเดียวกันบริษัทจะยังไม่รับพนักงานใหม่ ส่วนภาพรวมคำสั่งซื้อรองเท้าทั้งในและต่างประเทศยังเข้ามาเป็นปกติ แต่ยอมรับว่าได้ปรับลดเวลาทำงานให้น้อยลง
เอสเอ็มอีเครื่องสำอางกระทบหนัก
ด้าน นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเครื่องสำอาง ที่มีจำนวนหลายพันราย และส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้เริ่มค้าขายลำบาก เพราะไม่มีหน้าร้านหรือช่องทางจำหน่ายสินค้าเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งพาการออกงานแสดงสินค้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย
เมื่อจำหน่ายสินค้าไม่ได้ ทำให้ต้องลดกำลังการผลิต หรือผลิตตามคำสั่งซื้อที่รับมาเท่านั้น เพราะหากจะผลิตในปริมาณมากๆ ก็เป็นการแบกภาระสต็อกสินค้าโดยไม่จำเป็น
"เอสเอ็มอีรายเล็กผลิตสินค้าเท่าที่ขายได้ ไม่มีสภาพคล่องมากพอที่จะสต็อกสินค้าในปริมาณมาก และไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง โมเดิร์นเทรดต่างๆ ก็มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงมาก จึงต้องไปเปิดตัวตามงานแสดงสินค้า ตอนนี้ลูกค้าก็หยุดการใช้จ่าย ทำให้ผู้ประกอบการผลิตเครื่องสำอาง ต้องขายสินค้าราคาขาดทุนแทบทั้งนั้น"









