พวกเขาคือเหล่านักปั้น'แอนิเมชั่นเพื่อสังคม'ที่เลือกสร้างสรรค์ผลงานน้ำดีไปสะกิดใจผู้คนให้ตระหนักรู้ถึงความอยุติธรรมในสังคม
ผลงานนับ 100 ชิ้น จากทั่วประเทศ ถูกคัดเลือกให้เหลือเพียง 5 ผลงาน จาก 5 ทีม ที่โดดเด่นที่สุด ปรากฏต่อสายตาผู้ชมในเวทีประกวดแอนิเมชั่นเพื่อสังคม “Social Animation Contest” หัวข้อ "หยุด! ซ้อม/ทรมาน" โดย บริษัท Sputnik Tales จำกัด ร่วมกับ องค์กร Amnesty International Thailand ที่มุ่งส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในสังคมถูกนำมาถ่ายทอดโดยฝีมือแอนิเมเตอร์มืออาชีพและมือสมัครเล่นที่ใจรักงานแอนิเมชั่น
“เนย” คือชื่อของผลงานที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดแอนิเมชั่นเพื่อสังคม จาก “ทีม FaceAnime” ที่มีสมาชิกคือ “ดุษยา โอภาพ”, “องอาจ จารุการ” และ “พิมพ์ลดา เสถียรปภิรณกรณ์” กลุ่มเพื่อนในเฟชบุ้ค
พวกเขาตีโจทย์ “หยุด! ซ้อม/ทรมาน” เป็นประเด็นที่ภาครัฐ (ตำรวจ) กระทำต่อประชาชน แล้วใช้ตัวละคร “เด็กน้อย” เป็นตัวละครหลักนำพาคนดูไปพบกับความอยุติธรรมของสังคม
“หลังจากดูเรื่องนี้ คนดูจะได้ฉุกคิดว่า ในสังคมเรามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นจริง ประชาชนถูกรังแกจริงๆ โดยที่เราไม่รู้หรอกว่าผู้ต้องหาที่นำมาแถลงข่าวทุกวันนี้ ผิดจริงหรือไม่ แล้วถ้าเราเป็นเนย เราจะตัดสินใจอย่างไร”
“ดุษยา” หนึ่งในสมาชิกทีมบอกกับเรา ปัจจุบันเธอทำงานด้าน แอนิเมชั่น แต่ยอมรับว่ายากมากๆ ที่จะบังคับให้งานเป็นอะไรที่มีแต่แง่งามดีๆ สู่สังคม เพราะการทำงานยังต้อง “ตามใจลูกค้า” เลยต้องหาโอกาสมาทำงานที่สามารถใส่ความคิดได้อย่างอิสระ และมีคุณค่าแก่สังคม เช่นเวทีประกวดนี้
“พชร เอกสุภาพันธุ์” และ “ณัฐพงษ์ หมื่นเจริญ” จาก “ทีม CMEE” คือนักศึกษาเพียงทีมเดียวที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในเวทีประกวดแอนิเมชั่นเพื่อสังคม กับผลงานที่ชื่อ “WATCH” น้องๆ สะท้อนอิทธิพลของสื่อที่มีต่อผู้คนในสังคม และความจริงหลังฉากที่อาจไม่ได้สวยงามหรือจบแบบ Happy Ending เหมือนในละคร
“หยุด! ซ้อม/ทรมาน เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในสังคม แต่ทุกคนมักมองข้าม เพราะเรามักจะมองแต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ที่สื่อนำเสนอไป โดยไม่เคยรู้หรอกว่า ใครสักคนหนึ่งอาจกำลังโดนกระทำอะไรอยู่ เราไม่เคยรู้ เพราะเราก็ใช้ชีวิตของเราไป เลยลืมมองว่ามันยังมีอะไรที่ลวง หรือมีความโหดร้ายอะไรซ่อนอยู่บ้าง”
“พชร” หนึ่งในสมาชิกทีม CMEE บอกแนวคิดของผลงาน และร่วมสะท้อนความสำคัญ ของคนทำงานแอนิเมชั่น ที่มีส่วนสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคมได้ แม้ยังเป็นเพียงนิสิตชั้นปีที่ 1 แต่ที่เชื่อมั่นแบบนั้น ก็เพราะที่ผ่านมาก็เคยได้ทำผลงานแอนิเมชั่นเพื่อเป็นกำลังใจให้ใครสักคนมาแล้ว
“ผมมองว่าการที่แอนิเมเตอร์ได้ใช้ความรู้ของตัวเองไปทำเพื่อสังคม หรือทำให้สังคมดีขึ้น มันทำให้ชีวิตดูมีค่ามากขึ้น มากกว่าแค่ทำเพื่อตัวเอง อย่างผมตอนสมัยเรียน ม.5 มีเพื่อนคนหนึ่งเขาอกหัก รู้สึกเหมือนจิตตก ผมเลยลองทำแอนิเมชั่นให้เขาดู เพื่อเป็นกำลังใจให้เขา ทำแล้วเพื่อนรู้สึกดีขึ้น ซึ่งงานนั้นไม่ได้เงินหรอก แต่ก็เป็นการฝึกตัวเองและยังทำให้รู้สึกมีคุณค่าขึ้นด้วย”
คนหนุ่มอนาคตไกล บอกเราว่า ความฝันสูงสุด คือ ถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์โลก ได้เหมือนกับ “สตีฟ จอบส์” เพราะเชื่อว่า การตั้งความฝันไว้ใหญ่ๆ ย่อมทำให้เรามีแรงผลักดันมากกว่าคนอื่น และพัฒนาได้เร็วกว่าคนอื่น
สำหรับคนทำงานอย่าง “วิสันต์ แซ่กอ” และ “ณัฐวุฒิ ปุณกะบุตร” จาก “ทีม Vulcan” การที่อยู่กับงานแอนิเมชั่น “น่ารักๆ” ไม่รู้สึกท้าทายอะไร พอได้เปลี่ยนมาทำอะไรที่ “ดาร์คๆ” ก็เหมือนได้ปลดปล่อยความคิดตัวเอง ที่มาของ ผลงานชื่อ “ช่างกำไล” ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากข่าวของบริษัทผลิตไอโฟนและอุปกรณ์ไอทีในประเทศจีน ที่ใช้แรงงานเยี่ยงทาส จนคนทำงานเหนื่อยหนัก สุดท้ายถึงขนาดฆ่าตัวตาย
“ผมเห็นข่าวนี้มา แล้วกระทบใจมาก บริษัทนี้คือบริษัทที่ผลิตไอโฟน เราซื้อมาใช้ เราภูมิใจ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่า ที่มาของมันจะโหดร้ายแค่ไหน และหากเรารู้แล้วว่า ได้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ละเมิดสิทธิคนอื่นอยู่ เราจะทำอย่างไร เราจะแก้ปัญหานั้นไหม หรือจะทำเป็นไม่สนใจต่อไป ทั้งที่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก”
เขาเก็บแรงบันดาลใจมาถ่ายทอดเป็น แอนิเมชั่นที่ไม่มีบทสรุป เพื่อปล่อยให้คนดูได้ตระหนักคิด และตัดสินด้วยตัวเอง
ในมุมมองของคนทำงานด้านแอนิเมชั่น พวกเขาบอกว่า ก็เหมือนเป็นแผนภูมิอัจฉริยะประเภทหนึ่ง ที่สามารถสื่อสารเรื่องราวต่างๆออกมาให้คนดูเข้าใจได้ง่าย โดยแทนที่จะใช้คนเล่าเรื่อง ก็ใช้ตัวการ์ตูน ใช้แอนิเมชั่น มาเล่าเรื่อง ผลที่ได้ก็คืออารมณ์ที่เบาลง และเข้าถึงได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนถึงการทำงานในโลกความจริง ที่ไม่ง่ายนักที่จะได้ทำอะไรเพื่อสังคมอย่างแท้จริง
“แม้โจทย์ที่ลูกค้าให้มา อาจไม่ได้ดีนักต่อสังคม แต่เราก็ยังคงต้องทำ เพราะเป็นการทำงาน เป็นภาระหน้าที่ และความรับผิดชอบ แต่ขณะเดียวกัน พวกเราก็มีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำ เราอยากปลอดปล่อยตัวเองอย่างอิสระ ก็ต้องเลือกแบ่งเวลา มาทำตามความฝันของตัวเอง ความฝันคือแรงผลักดันในการทำงาน และยิ่งความฝันนั้น ช่วยสังคมได้ด้วย ก็ยิ่งรู้สึกดีกับมันมากขึ้น” พวกเขาบอกเหตุผลของการเลือกมาทำตามฝัน..ประกวดแอนิเมชั่นเพื่อสังคม
“สิงหราช กวินทีมโปรดักชั่น” ชื่อทีมของสมาชิก “ชัยยะ ตากวิริยะนันท์” , “วรวุฒิ วัฒนธรรม” และ “พิษณุ หิรัญธารา” พวกเขารวมตัวเฉพาะกิจเพื่อส่งผลงานชื่อ “Goat in a sketch book” เข้าประกวด ถ่ายทอดเรื่องราวความ “อยุติธรรม” ในสังคม ผ่านสัญลักษณ์ อย่าง “แพะ” แทนแพะรับบาป “พู่กันและดินสอ” แทนการใส่ร้ายป้ายสี ของผู้มีอำนาจในสังคม
“เราพยายามสะท้อนอะไรบางอย่าง ให้สังคมเห็นว่า เรื่องแพะกับการใส่ร้ายป้ายสี เป็นอะไรที่ใกล้ตัวมาก อยากให้ดูตอนจบที่ชี้ให้เห็นว่าคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีเขารู้สึกอย่างไร เขาทุกข์ทรมานแค่ไหน ฉะนั้นอยากให้คนที่ทำผิดอยู่ได้สำนึกมากขึ้น”
ขณะที่หนึ่งในสมาชิกทีม ซึ่งทำงานด้านการตัดต่อ หนึ่งกลไกคนทำสื่อป้อนสังคม ได้ทิ้งข้อความน่าคิดว่า..
"ไม่ว่าสังคมจะเละเทะแค่ไหน แต่สื่อก็ควรสะอาด ใครจะว่าโลกสวยก็ช่าง แต่อยากให้สื่อเป็นสื่อที่ดีต่อสังคมจริงๆ”
เขาบอกว่า การทำงานทุกวันนี้ พยายามหลีกเลี่ยงงานที่ส่งผลกระทบไม่ดีต่อสังคม เช่นเป็นส่วนหนึ่งของสื่อที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก แต่รู้ว่าถ้าทำออกไปแล้ว จะไม่รอดพ้นสายตาเด็กแน่ๆ ก็ต้องเลือกที่จะปฏิเสธและหลีกเลี่ยงงานประเภทนี้
ปิดท้ายกับ “วีระชาติ ขนรกุล” สมาชิกคนเดียวของทีม “HOT DOG” ที่ส่งผลงานชื่อ “Judge” เข้าประกวด เขาบอกว่าประเด็น “หยุด! ซ้อม/ทรมาน” เป็นความจริงที่เห็นชัด แต่สังคมไม่เปิดเผย โดยเฉพาะการทำร้ายผู้ต้องหา เลยนำมาถ่ายทอดเป็นผลงาน ผ่านการเล่าเรื่องแบบ “ย้อนกลับ” เพื่อทำให้ผลงานที่เขาบอกว่า “ง่ายๆ” มีความน่าสนใจขึ้น
“วีระชาติ” คือนักเขียนการ์ตูน เขาเชื่อว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพไหน ก็มีส่วนสร้างสิ่งดีๆ สู่สังคมได้
“ผมเองเวลาลูกค้ามาสั่งงาน ผมจะมองก่อนว่า งานแบบนั้นให้คุณค่าอะไรกับผม เงินอย่างเดียวก็ไม่เอานะ การทำงานไม่ใช่แค่เพื่อเงิน แต่ต้องดูด้วยว่า งานนั้นให้คุณค่าอะไร และตอบโจทย์อะไรกับตัวเราบ้าง” เขาสะท้อนความคิด
สิ่งที่คมชัดไปกว่าลายเส้นหรือภาพเคลื่อนไหวในแอนิเมชั่น ก็คงจะเป็นความคิดเพื่อสังคมของพวกเขา





