วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกมองกำไรบจ.เสี่ยงต่ำ10%

"ทิสโก้"มองการเมืองเสี่ยงยืดเยื้อ 3-6 เดือน กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้มีรัฐบาลใหม่ก็ไร้การกระตุ้น ส่งผลกำไรบจ.อาจโตต่ำกว่า 10%

ความเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นวานนี้ (3 ก.พ.) ปรับตัวอยู่ในแดนบวกตลอดทั้งวัน หลังจากการเลือกตั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่เกิดเหตุความรุนแรง โดยมีแรงซื้อเข้ามาในกลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคาร และกลุ่มปิโตรเคมี ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดตัวที่ 1,292.81 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.53 จุด มูลค่าการซื้อขาย 25817.79 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 3005.95 ล้านบาท สถาบันซื้อสุทธิ 2067.20 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 846.16 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 92.58 ล้านบาท

นายกิจพล ไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกร เปิดเผยว่า ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นวานนี้ ปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างดี หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การเลือกตั้งไม่มีความรุนแรง แม้จะมีความเงียบเหงา แต่ก็ทำให้นักลงทุนกลับมาซื้อหุ้นอีกครั้งหนึ่ง

"ช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนไม่มีหุ้นอยู่ในพอร์ต เหลือแต่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ กับนักลงทุนที่ลงทุนระยะยาวเท่านั้น เห็นได้จากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่อยู่ในระดับที่ต่ำในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา"

ดังนั้นจึงทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาซื้อหุ้น เพื่อเก็งกำไรกันอีกครั้ง ประกอบกับมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ที่รับความเสี่ยงได้เข้ามาซื้อหุ้น ทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นได้ดี หลังจากนี้มองว่าตลาดหุ้น มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นได้ แม้จะไม่มีข่าวดีเข้ามาผลักดัน จากการเข้ามาเก็งกำไร ซึ่งสิ่งที่อยากแนะนำนักลงทุน คือ ควรลงทุนเมื่อราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลงมา อย่าลงทุนในลักษณะไล่ราคา หากดัชนีสามารถปรับตัวขึ้นไปแตะ 1,350 จุดได้ เป็นจุดที่ควรพิจารณาขายทำกำไร โดยกลุ่มที่แนะนำลงทุนคือกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มส่งออก และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอน หลังจากการเลือกตั้ง อาจส่งผลต่อการเติบโตของกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้ได้ โดยหากปัญหาการเมืองยังลากยาว 3-6 เดือน มีโอกาสที่จะกดดันกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนปีนี้ ให้เติบโตเพียง 5-10%

"ปัญหาการเมืองนั้น หลายฝ่ายประเมินตรงกันว่า อาจจะลากยาวไปอีก 3-6 เดือน ถ้าเป็นเช่นนั้น จะทำให้ภาพของเศรษฐกิจไทยปีนี้ชะลอไปด้วย แม้จะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาก็ชัดเจนว่ารัฐบาลชุดใหม่ จะเดินหน้าในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งอาจจะไม่มีอะไรเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ"

ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ภาพของเศรษฐกิจไทยปีนี้ชะลอตัวลง และอาจเรียกได้ว่าเป็นปีพักฐานของกำไรบริษัทจดทะเบียน และการประเมินกำไรของบริษัทหลักทรัพย์ก่อนหน้านี้ ประเมินไว้ค่อนข้างสูง ทำให้เชื่อว่าหลังจากนี้ น่าจะมีการปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียนลงมา ส่วนจะปรับลดลงเท่าไหร่ ต้องรอดูสถานการณ์กันอีกครั้ง

สำหรับดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาต่อเนื่อง เชื่อว่าแม้จะปรับกำไรบริษัทจดทะเบียนลง แต่จะไม่กดดันให้ดัชนีปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้ เพราะดัชนีหุ้นถูกกดดันด้วยหลายปัจจัย โดยเฉพาะปัจจัยทางการเมือง ส่วนคำแนะนำนักลงทุน ควรเลือกลงทุนในหุ้นที่อิงรายได้จากต่างประเทศ หรือหุ้นในกลุ่มส่งออก เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบในด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศ อีกทั้งราคาปรับลดลงมาจนอยู่ในระดับน่าสนใจ

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นเดือนก.พ.นี้ ยังคงไม่พ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุด เนื่องจากปัญหาการเมืองยังไม่มีทางออก ถึงแม้จะมีการเลือกตั้งทั่วไป และไม่เกิดเหตุรุนแรง แต่ผลการเมือกตั้งทำให้ประเมินได้ว่า การเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรียังไม่สามารถทำได้ และอาจต้องใช้เวลามากกว่า 3 เดือน

นอกจากนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่ ยังมีโอกาสที่อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเป็นระยะๆ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากตลาดเกิดใหม่จำนวนมาก ทำให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงิน มีโอกาสกระทบต่อค่าเงินบาท รวมไปถึงเศรษฐกิจจีนยังมีสัญญาณของการชะลอตัวรอบใหม่

จากเหตุดังกล่าว บล.เมย์แบงก์ กิมเอง จึงประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังไม่ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุด ดังนั้นมีโอกาสที่จะเกิดความผันผวนสูง จากสถานการณ์การเมืองที่เปราะบางที่สุด ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้เกิดการปรับตัวลดลงแรง จากการตื่นตระหนกขายได้ไม่ยาก จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นลงทุนเป็นรอบ 1-3 เดือน ให้รอซื้อในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงหรือบริเวณ 1,200 จุด