การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 ยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งระบบเขตและนับคะแนนระบบบัญชีรายชื่อ
รวมทั้งต้องมีการเลือกตั้งซ่อมจากที่บางเขตไม่มีผู้สมัครและบางหน่วยไม่สามารถเลือกตั้งได้ ซึ่งกกต.จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมสำหรับผู้ลงคะแนนเสียงล่วงหน้าไม่ได้เมื่อ 26 ม.ค.ในวันที่ 23 ก.พ.2557 แต่การเลือกซ่อมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถลงคะแนนเสียงและสำหรับเขตที่ไม่มีผู้สมัครส.ส.ยังไม่ได้กำหนด
คณะกรรมการกกต.บางท่านให้ความเห็นว่าโอกาสที่จะได้ส.ส.เกิน 95% ของจำนวนทั้งหมด 500 คน หรือ 475 คนขึ้นไปเพื่อเปิดประชุมสภาภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันเลือกตั้งทั่วไปนั้นยากมากในภาวการณ์ปัจจุบัน เพราะการคำนวณคะแนนแบบบัญชีรายชื่อต้องใช้คะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้ง ขาดไปเพียงหน่วยเดียวก็ไม่ได้ ดังนั้นส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คนประกาศไม่ได้แน่นอน
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย การเมืองไทยจะอยู่ในภาวะสุญญากาศไปอีกนานและอาจมากกว่า 6 เดือน ซึ่งกดดันการบริโภคและการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างมาก โอกาสที่การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐจะเกิดขึ้นในปีนี้จะน้อยมากๆ ขณะเดียวกันโครงการที่ดำเนินการอยู่เดิมก็อาจจะเบิกจ่ายงบประมาณได้ล่าช้า เพราะหลายโครงการที่รัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจลงทุนต่อ รวมถึงสถาบันการเงินก็ไม่อยากเสี่ยงที่จะปล่อยสินเชื่อให้เพราะกังวลว่าจะมีปัญหาตามมาในภายหลัง
ทาง DBS คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 2.5% ถ้าไม่มีเม็ดเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาทเข้ามาเลย ส่วนกำไรบริษัทจดทะเบียน มีโอกาสสูงที่จะเติบโตน้อยกว่า 10% (ปัจจุบันประมาณการไว้ 10% แต่อาจปรับลดอีกเมื่อประชุมกับผู้บริหารบจ.หลังรายงานกำไรปี 2556) ทั้งนี้นักธุรกิจและนักลงทุนที่เราได้ประชุมพบปะต่างก็ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นวิกฤตการเมืองรอบนี้ไปให้ได้
ตลาดหุ้นไทยยังมี Downside risk ถึงแม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะขายสุทธิในปี 2556 และเดือนม.ค.2557 ไปกว่า 2 แสนล้านบาทแล้ว แต่ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทำให้แรงจูงใจที่จะถือสินทรัพย์หรือเงินลงทุนในไทยน้อยลง เพราะการถือต่อโดยที่ไม่มี Return ก็มี Opportunity cost ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงที่อาจจะมี Investment loss ด้วย จึงโยกย้ายเงินลงทุนไปยังประเทศที่คาดว่าจะให้ Net return ที่ดีกว่าก่อน
สำหรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลักๆ คือ 1) ปัญหาการเมืองยืดเยื้อกดดันการเติบโตของกำไรบจ. และทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนลดลง, 2) การเปลี่ยนแปลงทิศทางของ Fund Flow หลังประเทศพัฒนาแล้วมีการเติบโตของเศรษฐกิจดีขึ้น ผนวกกับเฟดทยอยลด QE และ 3) ปัญหาเศรษฐกิจและการเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในตุรกี, ละตินอเมริกา และรัสเซีย
แต่...นักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศก็ไม่ได้ละเลยการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเสียทีเดียว โดยบางกลุ่มมีการจับจ้องหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากปัญหาภายนอกและภายในไม่มาก (Defensive) และหุ้นที่ธุรกิจฟื้นตัวเร็วเมื่อปัญหาการเมืองคลี่คลาย
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เราคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของกำไรมากกว่าตลาดรวม (Outperform) ในปี 2557 คือ อาหาร (หุ้นเด่น CPF, GFPT, TUF, MINT), โรงพยาบาล (BH), สื่อสาร (ADVANC, INTUCH, JAS, THCOM), พาณิชย์ (BIGC, CPALL) และขนส่ง (BECL, BTS) จึงแนะนำให้เลือกและทยอยซื้อลงทุนในหุ้นเด่นดังกล่าว









