เอ็มลิ้งค์ประกาศร่วมทุนบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างประเทศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี 3 ราย เปิดตัว 17 ก.พ. รุกธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดันรายได้พุ่ง50%
นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ กรรมการ บริษัท เอ็ม ลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น (MLINK) กล่าวว่าขณะนี้ได้เข้าไปร่วมงานบริษัท โดยได้เข้าไปปรับโครงสร้างภายในองค์กรและวางแผนธุรกิจบางส่วนแล้ว โดยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนภายในเดือนก.พ.2557 ซึ่งบริษัทมีแผนจะร่วมทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีรายใหญ่ต่างประเทศ 3 ราย ในการร่วมเป็นพันธมิตรกัน และจะทำให้บริษัทมีธุรกิจเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ขึ้นมา และจะเปิดตัวในวันที่ 17 ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าหมายที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ในกลุ่มประเทศอาเซียน (AEC)
"ส่วนตัวได้เข้ามาธุรกิจใหม่ในบริษัทเอ็มลิ้งค์ประมาณ 3 เดือน ซึ่งได้เข้ามาช่วยพลิกฟื้นให้บริษัทมีภาพรวมที่ดีขึ้น ทั้งภาพลักษณ์และผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีแรกสัดส่วนรายได้ก็จะเปลี่ยนแปลงไป โดยธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ประเภทสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นจะสร้างรายได้ในหลายรูปแบบ และปีแรกคาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 30% ในปีถัดไปจะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 50%ของรายได้รวม ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งก็ยังสามารถเติบโตได้อยู่แล้ว เพราะความต้องการใช้สมาร์ทโฟนยังอยู่ในทิศทางที่ดีและพันธมิตรมีการพัฒนาเทคโนโลยีให้สอดรับการเปลี่ยนแปลง"กรรมการกล่าว
เขากล่าวว่าการพัฒนาเทคโนโลยีในธุรกิจใหม่นั้น จะใช้เงินลงทุนในมูลค่าที่ไม่สูง แต่สามารถผลักดันให้บริษัทมีการเติบโตได้ดี โดยการลงทุนของบริษัทเอ็มลิ้งค์ในครั้งนี้คาดว่าจะใช้เงินลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท
ส่วนภาพรวมของผลประกอบการบริษัทเอ็มลิ้งค์ ในปีนี้น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจใหม่จะช่วยสนับสนุนให้รายได้มีการเติบโตได้มากกว่า 10%จากปีก่อน ซึ่งจะเห็นแนวโน้มที่ดีตั้งแต่ไตรมาส 2/2557เป็นต้นไป และธุรกิจใหม่มีความสามารถในการทำกำไรได้ดีกว่าธุรกิจเดิม นอกจากนี้บริษัทแผนจะเดินหน้าเข้าไปเจาะตลาดบริษัทที่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยบริษัทจะมีบทบาทในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยพัฒนาในธุรกิจด้านต่างๆ ของผู้ประกอบการดังกล่าวได้ใช้ประโยชน์ และจะสามารถสร้างรายได้ให้บริษัทได้เป็นอย่างดี เพราะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีในไทยมีจำนวนมาก
นายประสิทธิ์กล่าวว่าในอนาคตหากบริษัทมีแนวโน้มธุรกิจที่ดีและเติบโตได้ตามแผนที่ตั้งเป้าหมายไว้ โดยส่วนตัวก็มีความสนใจที่จะเข้าไปร่วมถือหุ้น แต่ปัจจุบันกลุ่มตระกูลวงศ์สวัสดิ์ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต่อไปและไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
นักวิเคราะห์บล.เคเคเทรด กล่าวว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารที่ศึกษาอยู่มีความเสี่ยงราคาขาลงจำกัด หลังราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 4/2556 โดยหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่า 2 เท่าของราคาเทียบมูลค่าตามบัญชี และบริษัทจำนวน 10 ใน 12 แห่ง คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 5% โดยซึ่งหุ้นจัสมิน (JAS) หุ้นเอ็มเอฟอีซี (MFEC) หุ้นเมโทรซิสเต็มส์ MSC) หุ้นไทยคม (THCOM) จ่ายเงินปันผลเต็มปี ขณะที่หุ้นเอ็มเอฟอีซีและหุ้นเมโทรฯ จะจ่ายเงินปันผลที่ให้อัตราตอบแทนสูงสุด
ส่วน หุ้นสื่อสารรายใหญ่ เช่นหุ้นอินทัช (INTUCH) หุ้นสามารถคอร์ป (SAMART) คาดว่าจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังที่ให้อัตราผลตอบแทน 3% แนวโน้มไตรมาส 4/2556 หุ้นไทยคมโดดเด่นสุด ซึ่งคาดว่ากำไรจากธุรกิจปกติของกลุ่มฯส่วนใหญ่ไม่น่าตื่นเต้น โดยบริษัทขนาดใหญ่ยังมีผลกระทบต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการลงทุนใหม่
ขณะที่หุ้นไทยคมจะเป็นบริษัทเดียวที่มีกำไรเติบโตโดดเด่นจากธุรกิจดาวเทียมและไม่ถูกกระทบจากปัจจัยการเมือง ส่วนในกลุ่มบริษัทสื่อสารขนาดเล็ก หุ้นไอเน็ต (INET) มีโอกาสประกาศกำไรดีกว่าที่เราคาดเนื่องจากลูกค้าเดิมและใหม่ที่เพิ่มการใช้บริการหนุนรายได้และอัตรากำไรดีต่อเนื่องเป็นไตรมาสดีสุดของปี ส่วน หุ้นซิมโฟนี่ (SYMC) คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากรายได้ตามการใช้โครงข่าย ช่วยลดผลกระทบค่าเสื่อมสูงขึ้นจากการขยายโครงข่ายแทนการเช่า
ทั้งนี้หุ้นจัสมิน มีประเด็นตั้งกองทุนอินฟราฯ มูลค่า 6-7 หมื่นล้านบาทที่รอ กลต.อนุมัติ ซึ่งประเมินว่าจะได้รับเงินจากการขายทรัพย์สินเข้า IFF หลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายราว 2.5 - 3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นเพิ่มอีก 90 สตางค์ ส่วน INET มีประเด็นร่วมให้บริการ Broadband Internet กับ CTH หากเริ่มรับรู้รายได้โครงการนี้ในครึ่งปีแรกตามประมาณการของเราจะเพิ่มมูลค่าหุ้นได้อีก 1.20 บาท อย่างไรตาม ฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มสื่อสารมากกว่าตลาด คาดว่ากำไรรวมของบริษัทที่ศึกษาเติบโตราว 15% จากปีก่อน จากการฟื้นตัวของบริษัทขนาดใหญ่ที่เริ่มเห็นผลบวกต้นทุนสัมปทานลดลง









