วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติชี้จีดีพีปีนี้โตต่ำ3%

แบงก์ชาติ ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ส่อโตต่ำ 3% เหตุจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ทำลงทุนภาครัฐชะงัก เอกชนชะลอ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่การเติบโตใกล้เคียงกับปี 2556 ที่คาดว่าจะต่ำกว่าระดับ 3% โดยสาเหตุหลักเป็นผลจากแรงส่งทางเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่วลงตั้งแต่ปลายปี 2556 รวมทั้งปัญหาความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ที่อาจทำให้การลงทุนภาครัฐชะลอออกไป ยังมีผลทำให้การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวตามลงไปด้วย

“ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล คงมีผลต่อการบริหารราชการแผ่นดินทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้การเบิกจ่ายจากงบประจำจะไม่เป็นปัญหา แต่ในส่วนงบลงทุนคงมีการชะลอหรือชะงักไป ตรงนี้จะส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชน ที่รอดูความชัดเจนของภาครัฐอยู่ รวมทั้งยังมีผลทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นบริโภคอุปโภคของภาคเอกชน” นายประสาร กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "Thailand’s Economic Outlook 2014" ซึ่งจัดโดย สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) วานนี้ที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไม่สดใส แต่โดยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยแล้ว ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เป็นสาเหตุทำให้เงินบาทไม่เผชิญกับความผันผวนจากการลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ของทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

นายประสาร กล่าวว่า สาเหตุที่ประเทศไทยยังรักษาเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนต่างชาติได้ แม้ว่าหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่จะเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเงินทุนไหลออก หลังจากที่เฟดได้ปรับลดคิวอีลง เป็นผลจากปัจจัย 4 ด้านหลัก

ปัจจัยแรก คือ ประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างดี โดยไม่ปล่อยให้มีการสะสมความไม่สมดุลเกิดขึ้น ทำให้ไม่เผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อที่สูง หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่มากและต่อเนื่องเหมือนกับที่หลายประเทศเผชิญ ดังนั้นดอกเบี้ยนโยบายจึงอยู่ในวิสัยที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลเศรษฐกิจได้

ส่วนปัจจัยที่สอง คือ ไทยมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น สามารถทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลให้กับเศรษฐกิจ ปัจจัยที่สาม คือ มีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับปัจจัยสุดท้าย คือ ภาคธุรกิจเอกชนมีฐานะที่มั่นคง ระบบสถาบันการเงินค่อนข้างเข้มแข็ง มีระดับเงินทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ใช้เป็นกันชนยามที่เศรษฐกิจชะลอตัวได้ ทั้งสี่เรื่องนี้จึงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทยได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี แต่ในอนาคตอาจอ่อนแอลงได้ หากปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาทางการเมืองยังมีความยืดเยื้อ เพราะจะส่งผลเสียทำให้ต้นทุนการทำกิจกรรมต่างๆ สูงขึ้น เช่น ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ หรือต้นทุนกู้ยืมที่ต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อชดเชยกับที่เจ้าหนี้มองว่าประเทศเรามีความเสี่ยงที่สูงขึ้น

“สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่มีทางออกชัดเจน เปรียบเสมือนเรือที่ไม่ว่าจะใช้วัสดุทนทานหรือออกแบบมาให้แกร่งเพียงใด หากต้องแล่นฝ่ามรสุมเป็นเวลานานก็เสี่ยงที่จะเพลี่ยงพล้ำได้” นายประสาร กล่าว

หวั่นลงทุนรัฐชะงักฉุดจีดีพีทรุด

นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) เอ็มเอฟซี หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า จีดีพี ปี 2556 อาจขยายตัวได้ประมาณ 2.8% เนื่องจากเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังชะลอตัวประกอบกับมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง

ส่วนปีนี้ประเมินว่าจีดีพีจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 3% เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เหมือนรัฐบาลในภาวะปกติ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายชะงัก

“เรื่องใหญ่ที่เป็นปัญหาอยู่ คือ โครงการรับจำนำข้าว และลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่นอกโครงการลงทุน 2 ล้านล้าน เพราะทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรีบมีรัฐบาลใหม่ แต่มองว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.นี้ นี้จะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาแน่นอน” นายณรงค์ชัย กล่าว

ภัทรคาดจีดีพีปีนี้ 2.8%

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร กล่าวว่า บล.ภัทร ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 2.8% โดยอยู่บนพื้นฐานว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ไม่มีรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.6% ส่วนในครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจโต 5% อยู่บนพื้นฐานว่ามีรัฐบาลแล้ว การบริโภคที่อั้นไว้กลับมาเติบโต การท่องเที่ยวฟื้น การส่งออกเติบโต 4% ส่วนการลงทุนเติบโตเพียง 1%

อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงว่าเศรษฐกิจอาจจะโตต่ำกว่าที่ประเมิน หากได้รัฐบาลช้ากว่าคาด เลือกตั้งแล้วไม่สามารถประกาศผลเร็ว เลือกแล้วไม่ได้ผลสักทีก็จะมีปัญหา

นอกจากนี้ยังปัจจัยภายนอกที่ผันผวน เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ผลจากการลดมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง หรือคิวอีของสหรัฐ จาก 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ คาดปลายปีจะเหลือศูนย์ ประเทศที่มีนักลงทุนต่างชาติถือครองพันธบัตรในสัดส่วนสูง ก็กลัวว่าเงินจะไหลออก โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในหลายประเทศ ทั้ง อาร์เจนตินา บราซิล ออสเตรเลีย และอินโดนีเซียอ่อนตัวลง และยังต้องติดตามเศรษฐกิจของจีน ที่มีความเสี่ยงอาจโตต่ำกว่าที่คาดไว้เดิมในระดับ 7.5%

"ปัญหาในประเทศเกิดใหม่ ทั้งเงินเฟ้อ การเมือง และหนี้สินของจีน อาจจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอทั้งยวง แต่ส่วนที่จะส่งผลกระทบข้างเคียงที่รุนแรงต่อไทย คือปัญหาในจีน"

โฆสิตชี้เป็นปียากลำบาก

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ลำบาก แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจรอบๆ จะดีขึ้น เพราะไทยไม่มีตัวช่วยเหมือนที่ผ่านมา ทั้งการไหลเข้าของเงินทุนจากมาตรการคิวอี และไม่ได้มีรัฐบาลเป็นตัวช่วย เพราะรัฐบาลอยู่ในภาวะที่เป็นรัฐบาลรักษาการไปอีกสักระยะหนึ่ง

นอกจากนี้เรายังได้รับแรงส่งที่อ่อนจากนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งนโยบายที่ผ่านมาอาจจะส่งผลต่อไปอีกระยะ ยิ่งถ้ามีการเติมประชานิยมไปเรื่อยๆ แรงส่งความอ่อนแอก็ส่งต่อไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ไทยยังมีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งเพียงพอที่จะฝ่าความยากลำบากนี้ และถ้าหากสามารถผ่านความยุ่งเหยิงทางการเมืองได้ แล้วพรรคการเมืองลดการแข่งขันประชานิยม แก้ไขคอร์รัปชันอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเปลี่ยนได้ จะเข้าสู่อีกยุค ที่ไทยจะเข้มแข็งอีกเยอะ

เชื่อมั่นทรุด 6 เดือนติดต่อกัน

ด้าน นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่าเศรษฐกิจในเดือนธ.ค. 2556 ชะลอตัวต่อเนื่อง ตามภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการใช้จ่ายเงินภาคเอกชนที่หดตัว เหตุกังวลเหตุการณ์การเมือง ทำให้แรงส่งทางเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา ส่งต่อมายังปีนี้ไม่ดีนักและคาดว่าทั้งปี 2556 จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 3%

ส่วนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ลดลงเป็นเดือนที่หกติดต่อกัน โดยมาอยู่ที่ 45 จุด เป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวลง ซึ่งการปรับตัวลดลงติดต่อกันเช่นนี้ ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเพราะดัชนีดังกล่าวเป็นตัวชี้นำในการลงทุนของภาคเอกชน สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนหดตัวซึ่งในเดือนธ.ค. ติดลบ 8.1% จากปีก่อน

สำหรับบัญชีเดินสะพัดในเดือนธ.ค. นั้น เกินดุล 2.5 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากการส่งออกที่เติบโตขึ้นสวนทางกับการนำเข้าที่ลดลง แต่ภาพรวมทั้งปียังคงขาดดุลที่ 2.79 พันล้านดอลลาร์ จากการนำเข้าทองคำ ส่วนดุลบัญชีเคลื่อนย้ายติดลบ จากการขายหุ้นและพันธบัตร ประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์ แต่ทั้งปียังคงเป็นบวกที่ 1,236 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การขยายตัวของสินเชื่ออยู่ที่ 10% จากความต้องการสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนชะลอลงจากการที่ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ในส่วนภาคเอสเอ็มอีมีความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่มาจากการกู้เงินเพื่อไปเป็นเงินทุนหมุนเวียน