ปัญหาความยากจนและหนี้สินฝังรากลึกในสังคมไทยมาช้านานจะแก้ไขในระยะยาวได้ก็ต้องฝึกวินัยกันตั้งแต่เด็ก ที่มาของโครงการTISCO Fun-nancial
“TISCO Fun-nancial Champion ใช้-เหลือ-เก็บ เคล็ดไม่ลับฉบับมัธยม” โดย บมจ.ธนาคารทิสโก้ คือตัวอย่างโมเดลแก้ปัญหาสังคมบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ
พวกเขาเริ่มจากนำวัยรุ่นมัธยมปลาย 80 ชีวิต จาก 40 โรงเรียน ทั่วประเทศ ให้มาเข้าค่ายการเรียนรู้สุดสนุก 5 วัน 4 คืน พร้อมกิจกรรมดูงานทั้งในและนอกสถานที่ โดยมีพนักงานจิตอาสาของทิสโก้ ร่วมเป็นคณะทำงานและวิทยากรให้ความรู้ความเข้าใจแก่น้องๆ ก่อนขยายผลโดยให้ทุกคนนำความรู้ที่ได้รับไปสร้างสรรค์โครงการจากการลงมือทำจริง แล้วส่งกลับเข้าร่วมประกวด พิชิตแชมป์ “เยาวชนนักบริหารเงิน” เพื่อรับโล่ประกาศเกียรติคุณ และทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 2 แสนบาท
“ปัญหาความยากจน และหนี้สินภาคครัวเรือน เป็นต้นตอของปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในสังคม ทิสโก้ มองว่าเราเก่งในเรื่องนี้ จึงจัดโครงการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเยาวชน โดยหวังว่าเด็กๆ จะได้นำความรู้ที่ได้รับกลับไปเผยแผ่สู่ครอบครัว ครูอาจารย์ โรงเรียน ตลอดจนสังคมและชุมชนต่อไป”
“อรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ เจ้าคอนเซ็ปต์ “โอกาส สร้างได้” บอกที่มาของโครงการ ที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพนักงานทิสโก้ โดยตั้งใจมั่นว่าเด็กๆ ที่ร่วมโครงการจะไม่ได้แค่ความรู้ที่ติดตัว แต่พร้อมขยายผลไปสู่สังคมวงกว้าง ด้วยสองมือเล็กๆ ของพวกเขา
รายงานเล่มหนา พร้อมตัวอย่างผลิตภัณฑ์ “กระดาษสา” จากการลงมือทำจริง กับกิจกรรมแบบจัดเต็มที่นำเสนออย่างฉะฉาน ทำให้ โครงการต่อยอด “เยาวชนนักคิด พิชิตเงินออม (DSC Saving Club)” จาก โรงเรียน เทพศิรินทร์ เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 เป็นแชมป์เยาวชนนักบริหารเงินไปอย่างไร้ข้อกังขา
“กัญญารัตน์ ไชยราษฏร์” และ “นัทพงษ์ จงอนุรักษ์ไพร”ตัวแทนจากโรงเรียนผู้ชนะ เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนของพวกเขาเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนตั้งแต่ชั้นม.1-6 เพียง 324 คน และความร่วมแรงร่วมใจกันของทั้งนักเรียนที่เป็นแกนนำ เพื่อนนักเรียนในโรงเรียน ครูผู้สอน กระทั่งผู้ปกครองและชุมชน ก็ทำให้โครงการน้ำดี บรรลุผลสำเร็จขึ้นได้
กิจกรรมมากมาย อยู่ภายใต้ชื่อ “DEBSIRIN Step” การดึงเอาแต่ละตัวอักษรของชื่อโรงเรียน มาเนรมิตรเป็นกิจกรรมสุดคูล
ดูตัวอย่าง E-Education การให้ความรู้ ที่ไม่เพียงนำความรู้เกี่ยวกับการจัดการทางการเงินมาเผยแพร่ผ่านกิจกรรมหน้าเสาธงและเสียงตามสายของโรงเรียนเท่านั้น แต่ที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นคือการบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอนในแต่ละวิชา ได้อย่างน่าทึ่ง อย่าง ภาษาไทย ก็ให้นักเรียนแต่งคำขวัญ กลอน เรียงความ ในหัวข้อรักการออม วิชา สุขศึกษา ให้แสดงทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพเพื่อลดรายจ่ายที่เกิดจากค่ารักษาพยาบาล ภาษาอังกฤษ ก็ได้เล่นเกมค้นหาคำศัพท์ภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเงิน วิชาศิลปะ ก็ได้ออกแบบกระปุกออมสินพร้อมตั้งปณิธานการออมเงิน สังคมศึกษา จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย คณิตศาสตร์ วางแผนการออมเงิน วิทยาศาสตร์ ก็จัดทำ mind map เชื่อมโยงการคิดเรื่องการเงิน
ที่ดูจะออกดอกออกผล และเห็นภาพชัด คือ I-Investment การลงทุน โดยการ จัดตั้ง “บริษัท กระดาษแปรรูป” ซึ่งเป็นบริษัทจำลองในโรงเรียน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการทำกระดาษสา กระดาษฟางข้าวแล้วนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อนำไปจำหน่ายเป็นรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งผลที่ได้คือนักเรียนได้เรียนรู้เทคนิคและวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับสถานภาพของตนเอง รู้จักแก้ปัญหาในการบริหารงานและได้ทำกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ที่เป็นของตนเองก่อเกิดเป็นความภาคภูมิใจของเหล่านักเรียนคนขยัน
นี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของกิจกรรม ที่น้องๆ ดำเนินการทั้งภายในและนอกโรงเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่สำคัญก็คือการสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของน้องๆ ได้ หลังเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้
“ยิ่งได้ออกไปให้ความรู้ ไปทำกิจกรรม ก็ยิ่งเหมือนตอกย้ำความรู้ความเข้าใจของตัวเองมากขึ้น ตระหนักรู้มากขึ้น ก่อนเข้าค่ายจะใช้เงินฟุ่มเฟือยมาก หลังจากเข้าค่ายเลยเป็นอะไรที่เตือนตัวเองว่าต่อไปต้องรู้จักเก็บเงินบางส่วนไว้ หนูเป็นคนชอบทำกิจกรรม ก็จะพยายามเก็บเงินของตัวเองที่ได้จากค่าขนม เพื่อไปใช้ในการทำกิจกรรมโดยที่ไม่ขอพ่อแม่”
น้องกัญญารัตน์ บอกพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของตัวเอง เช่นเดียวกับน้อง นัทพงษ์ เพื่อนร่วมทีม ที่บอกเราว่า ได้เงินมาก็รีบไปฝากกับธนาคารโรงเรียน เบิกเงินมาใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และตระหนักรู้ในการใช้เงินทุกครั้ง
ใครจะคิดว่าเรื่องใกล้ๆ ตัวอย่าง “ของใช้เกินจำเป็น” จะก่อปัญหาการเงินให้กับเราชนิด “นึกไม่ถึง” ดูการนำเสนอของ น้อง“พงศธร แก้วพิลารมย์” และ “จิราพร ผิวกลม” ตัวแทนจาก โรงเรียน เลยพิทยาคม เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ผลงานแห่งความภาคภูมิใจคือ “บันทึกความมั่งคั่ง” ที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของเราได้
น้องๆ บอกวิธี ลองเปิดห้องนอนของตัวเอง แล้วลงมือแยกประเภทการใช้งาน ว่าสิ่งใดที่ใช้เป็นประจำ ใช้บ้าง หรือไม่เคยใช้เลย จากนั้นลองคำนวณราคาสิ่งของแต่ละประเภทเป็นจำนวนเงินดู แล้วจะรู้เส้นผมที่บังภูเขา
“สำรวจห้องนอนเพื่อนคนหนึ่ง พบว่า มีรายการของทั้งหมด รวม 51,520 บาท ใช้ประจำเพียง 11,880 บาท บางครั้ง 5,940 บาท ส่วนที่ไม่เคยใช้เลยมีถึง 33,700 บาท ซึ่งมันเป็นจำนวนเงินที่มากเพราะเรายังหาเงินเองไมได้ สิ่งของที่ซื้อมาโดยไม่เคยคิดว่าจำเป็นไหม มีประโยชน์ไหม เผื่อว่าจะได้ใช้แต่เผื่อไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเอาเงินจำนวนนี้ไปฝาก หรือไปให้เงินทำงานด้วยตัวเอง เราจะมีเงินมากขึ้น สิ่งของที่เราไม่เคยใช้เลยยังสามารถนำไปเปิดท้ายขายของ หรือนำไปบริจาคได้ด้วย”
น้องๆ บอกความจริง ที่สะกิดใจผู้ใหญ่ได้อยู่หมัด อย่างลองสำรวจห้องครัวตัวเอง กับเหล่าถ้วยโถโอชามที่ซื้อมาเก็บหวังต้อนรับแขกเหรื่อ โดยที่ไม่เคยมีแขกมาใช้เลยสักครั้ง จนฝุ่นเกาะ หมดประโยชน์ จากแค่การไม่รู้จัก “คิดก่อนซื้อ”
นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ จากการลงมือเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ แม้ที่ผ่านมาแต่ละคนจะมีการวางแผนทางการเงินอย่างยอดเยี่ยม อย่าง “น้องพงศธร” นักเรียนชั้น ม.6 จากเลยพิทยาคม ที่บอกเราว่า เริ่มเก็บเงินมาตั้งแต่ ม.1-2 และหักดิบตัวเองด้วยการหักค่าขนมถึง 80 บาท จาก 100 บาท เพื่อหยอดกระปุก ถึงวันนี้น้องมีเงินออมกว่า 3 หมื่นบาทแล้ว
“ผมเป็นคนที่บ้าการ์ตูน บ้าเกม บ้าหนังมาก ตามประสาเด็ก นี่ก็อยากได้ โน่นก็อยากได้ เลยมีแรงบันดาลใจที่จะต้องเก็บเงิน แต่พอเก็บไปสักพัก มีเงินพอที่จะซื้อได้ ก็เริ่มชั่งใจ เหมือนได้มีเวลาคิดมากขึ้นว่าจำเป็นจริงหรือเปล่า ทำให้เงินเก็บค่อยๆ สะสมขึ้น ซึ่งขอแค่เรามีความคิดที่อยากจะมีเงิน ก็สามารถใช้เป็นหลักในการบริหารเงินของตัวเองได้”
น้องๆ บอกวินัยทางการเงิน ที่ได้ผลกับตัวเอง และนำมาสู่ชัยชนะที่แท้จริงของพวกเขาในวันนี้
ขณะที่ผู้บริหารทิสโก้ ย้ำว่า “ความมั่งคั่ง” ที่อยากให้เยาวชนทุกคนมี ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน หรือความร่ำรวยด้านเงินทองเท่านั้น แต่อยากให้เด็กทุกคนมั่งคั่งในเรื่อง “ความสุข” การมีจิตวิสัย มีความรุ่มรวยทางจิตใจและอารมณ์ มีจิตที่มั่นคง เอื้อเฟื้อ เบิกบาน ซึ่งเหล่านี้จะทำให้เขามีความสุขได้อย่างยั่งยืน และมีทางออกให้กับปัญหาอยู่เสมอ
เพื่อเป็นคนรุ่นใหม่ที่รู้จักใช้ชีวิต และเป็นบุคลากรน้ำดีของสังคมในอนาคต ด้วยความรู้ทางการเงิน





