วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักเศรษฐศาสตร์หนุนไทยรีโมเดลเศรษฐกิจ

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจโลก-เอเชีย เห็นพ้องไทยต้องปรับเปลี่ยนโมเดลทำสมดุลเศรษฐกิจ พึ่งพาส่งออกควบคู่บริโภคลงทุนภายใน แนะสร้างเมืองใหม่

แม้งานสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "สิ้นสุดการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก องค์ประกอบการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในเอเชีย” จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Konrad-Adenaer-Stiftung และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านใจกลางกรุงเทพฯตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาจบลงไปแล้ว

แต่ในงานสัมมนาข้างต้น มีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเงินโลก ซึ่งบินมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นในงาน ได้วิเคราะห์สาเหตุทำให้ไทยและชาติเอเชียอื่นๆ ขยายตัวช้าลง พร้อมฝากข้อเสนอแนะที่น่าสนใจให้ผู้เกี่ยวข้อง ในเรื่องการปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจของไทยและชาติเอเชียอื่นๆ ให้เดินหน้าต่อไปบนเส้นทางการขยายตัวได้ต่อเนื่องแบบยั่งยืน

๐2ปัจจัยกดศก.ชะลอตัว

เริ่มจาก รอฟ เจ.แลงแกมเมอร์ รองประธานสถาบันเคียลในเยอรมนี ซึ่งติดตามพัฒนาการและแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ให้น้ำหนักกับปัจจัยภายนอกประเทศ ที่เกิดจาก 2 ปัจจัยส่งผลให้เศรษฐกิจเอเชียรวมไทยขยายตัวช้าลง โดยปัจจัยแรกเชื่อว่าโลกยังโตต่ำโดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป ส่วนปัจจัยที่สองการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งส่งผลกระทบด้านราคาให้กับกลุ่มประเทศเอเชียพึ่งพาส่งออกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโต เพราะพอค่าเงินของแต่ละประเทศในเอเชียรวมไทยแข็งขึ้นการส่งออกก็ได้รับผลกระทบหนัก

ตอนนี้ประเทศเหล่านี้รวมทั้งไทยต่างปรับตัว เปลี่ยนไปพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศ เพิ่มการบริโภคให้มากขึ้นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เวลา ต้องค่อยๆ สร้างอัตราการบริโภคและการลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งแลงแกมเมอร์อธิบายว่าสามารถทำได้แต่ต้องใช้เวลานาน

๐เร่งแก้รายได้เหลื่อมล้ำ

แลงแกมเมอร์เชื่อว่าความพยายามปรับเปลี่ยน จากเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกไปเป็นประเทศพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายใน นำมาซึ่งการเติบโตชะลอตัวลง แต่การทำเศรษฐกิจให้เติบโตจากภายในต้องแก้ปัญหาการกระจายรายได้ และความไม่เท่าเทียมกันของรายได้เสียก่อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ในไทย กัมพูชาและชาติอื่นในเอเชีย

"หนทางหนึ่งช่วยลดปัญหาและทำให้เศรษฐกิจภายในของไทยขยายตัวได้ คือการมองหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพช่วยกระจายรายได้ จำเป็นต้องมีระบบภาษีมีความโปร่งใสมากขึ้น ที่สำคัญต้องมีการแยกบทบาทของบุคคลอยู่ในกลุ่มการเมืองกับบุคคลอยู่ในภาคธุรกิจให้ชัดเจน ควรหยุดนักการเมืองแสวงหาผลประโยชน์จากธุรกิจ" แลงแกมเมอร์กล่าว

ความเห็นของแลงแกมเมอร์ สอดรับกับ โรนัลด์ ยู.เมนโดซา ประธานบริหารสถาบันศูนย์กลางการบริหารเชิงนโยบายแห่งเอเชีย (เอไอเอ็ม) และนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ของฟิลิปปินส์ เตือนผู้กำหนดนโยบายของไทยและชาติเอเชียว่าต้องคิดทบทวนนโยบายยุทธศาสตร์ของประเทศเสียใหม่ ให้แน่ใจว่าความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดจากยุทธศาสตร์เคยใช้ตลอด20ปีที่ผ่านมา จะได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์และมีส่วนร่วมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เมนโดซาเห็นว่า หากประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์ และเกิดความเท่าเทียมกัน มีการกระจายรายได้เท่าเทียมกัน จะช่วยให้เกิดพลวัตขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักได้เหมือนในอดีตได้

๐ทำศก.สมดุล-สร้างเมืองใหม่

ด้าน แธม เซียว ยีน นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ จากสถาบันศึกษาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย แนะนำไทยและชาติเอเชียอื่นๆ ว่า การรับมือผลกระทบทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง คือสร้างสมดุลให้กับการเติบโต ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจค่อนข้างใหญ่กว่าเทียบกับมาเลเซีย แต่ทั้งไทยและมาเลเซียจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างดีมานด์ภายนอกและภายในประเทศ

โดยดีมานด์ในประเทศนั้น ไทยควรเพิ่มการบริโภคภาคเอกชน ควรเพิ่มฐานรายได้แท้จริงให้ขยายตัว หรือทำให้ผลิตภาพภายในประเทศเพิ่มขึ้น และไม่ควรเพิ่มดีมานด์ภายในประเทศด้วยการพึ่งพาการขยายตัวของสินเชื่อจนทำให้หนี้ครัวเรือนอยู่ระดับสูง และการเกิดหนี้ครัวเรือนเช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้ผลักดันการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น

"หนี้ครัวเรือนสูงของไทย เป็นกรณีเกิดขึ้นคล้ายคลึงกันกับมาเลเซีย ถ้าจะรีบาลานซ์ในการเพิ่มดีมานด์ภายในประเทศ จะต้องทำให้ดีมานด์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการเติบโตของสินเชื่อจำนวนมาก เพราะการเติบโตของดีมานด์ลักษณะนี้เป็นการขยายตัวไม่ต่อเนื่องในระยะยาว ภาวะดอกเบี้ยต่ำทำให้คนอยากซื้อบ้านซื้อรถมากเกินตัว คิดว่านโยบายการเงินต้องปรับดอกเบี้ยแท้จริงให้สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ไม่ใช่เป็นการพึ่งแหล่งทุนราคาถูก"

ขณะที่ ซง ฮอง นักวิชาการจากสถาบันศึกษาการเมืองและเศรษฐกิจโลก (ไอดับเบิลยูพี)ในจีน มองว่าไทยเป็นประเทศพึ่งพาการส่งออกสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ผลจากดีมานด์ในตลาดต่างประเทศลดลง ทำให้การเติบโตของประเทศลดลงตามไปด้วย แต่ไทยสามารถใช้ดีมานด์ในประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ ด้วยการสร้างชุมชนเมืองขึ้นมาในหลายส่วนของประเทศ

เขายกตัวอย่างว่าในจีนก็พยายามสร้างเมืองใหม่ๆ ขึ้นมา พยายามพัฒนาเมืองด้วยสร้างถนนหนทาง และระบบสวัสดิการสังคมต่างๆ ขึ้นมารองรับความเป็นชุมชนเมืองในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ

ด้าน มาร์ติน ชูลซ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากสถาบันวิจัยฟูจิตสึของญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่าไทยต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นใช้โมเดลเติบโตจากในประเทศแทน ดังนั้นไทยจะต้องมุ่งเน้นไปที่การทำเศรษฐกิจภายในขยายตัว ด้วยการพัฒนาภาคบริการ ปฏิรูปภายในประเทศ ซึ่งสถานการณ์เมืองไทยที่วุ่นวายตอนนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าไทยต้องเดินหน้าปฏิรูปภาคบริการ อุตสาหกรรมไอทีและลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน ผลักดันประเทศโตต่อในระยะยาว

๐แนะฉลาดลงทุนเพิ่มผลิตภาพ

ทั้งนี้ โคจิ ซากูมะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สถาบันด้านนโยบายการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอ็มเอ) ในญี่ปุ่น ที่ว่าการใช้เงินลงทุนของภาครัฐไม่ก่อเกิดประโยชน์ ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญ เพราะการนำเงินของรัฐซึ่งเป็นเงินที่ได้จากภาษีของประชาชนไปใช้ไม่ถูกทาง ย่อมส่งผลเชิงลบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้เช่นกัน

"สิ่งสำคัญในการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ควรเปิดโอกาสให้หารือกันเป็นวงกว้างในหมู่สาธารณชน ไม่ใช่เป็นการหารือแบบปิดเฉพาะกลุ่ม การหารืออย่างเปิดเผยและเปิดกว้างเท่านั้น ที่จะสามารถส่งผ่านความเห็นของคนส่วนใหญ่ในประเทศไปสู่นักการเมืองได้ และเป็นทางแก้ปัญหาเดียวที่จะช่วยให้เกิดการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน และทำให้การลงทุนมีประสิทธิภาพ" ซากูมะ กล่าว

ขณะที่ ฮอง คิดว่าการลงทุนโครงการใหญ่ของรัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และฉลาดที่จะนำเงินภาษีไปใช้ให้เกิดผลิตภาพ โดยการลงทุนมหาศาล จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ชุมชนนักธุรกิจ ทำธุรกิจได้ดีขึ้นจนส่งต่อผลประโยชน์ทีได้ไปสู่ประชาชน

ส่วนแลงแกมเมอร์คิดว่าการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคอย่างรถไฟความเร็วสูงของไทย อาจให้ประโยชน์ต่อคนจนไม่มาก ประโยชน์จะไปตกอยู่กับกลุ่มคนมีรายได้มากกว่า และมีหลายโครงการจ่ายแพงทำให้ต้นทุนสูงมาก แต่ให้ประโยชน์กับเศรษฐกิจน้อยมาก เขาไม่เห็นด้วยกับโครงการการลงทุนใหญ่มาก ใช้จ่ายเงินมากใช้เวลานาน โครงการดังกล่าวอาจไม่ก่อเกิดกิจกรรมมีผลิตภาพ ขณะที่การลงทุนในโครงการขนาดเล็กกว่าอาจดีกว่าโครงการขนาดใหญ่