สองสำนักวิจัยประเมินถกกนง.ครั้งหน้า ลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 0.25% แต่ถ้าหากการเมืองเดือด อาจลดสูงถึง 0.50% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ
สองสำนักวิจัยประเมินถกกนง.ครั้งหน้า ลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 0.25% แต่ถ้าหากการเมืองเดือด อาจลดสูงถึง 0.50% เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ซีไอเอ็มบี ระบุรัฐบาลงัด "พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ" คุมม็อบกระทบความเชื่อมั่นต่างชาติ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองกรณีเลวร้ายสุด จีดีพี 2557 ขยายตัวแค่ 2.2%
รายการ "Ringside สังเวียนหุ้น" ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี เกาะติดสถานการณ์การเมืองและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.25% ผ่านมุมมอง 2 สำนักวิจัย
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า การประชุม กนง.เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์ตลาดพอสมควร เพราะส่วนใหญ่มองว่า กนง.น่าจะปรับลดดอกเบี้ยลง แต่ กนง.กลับคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่ประชุม กนง.ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ โดยพิจารณาจากปัจจัยที่เกิดขึ้นรอบด้าน เพราะหาก กนง.ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ ความกลัวและความกังวลในสถานการณ์การเมืองในขณะนี้อาจส่งผลให้ กนง.ปรับลดดอกเบี้ยก็ได้
ในส่วนของสำนักวิจัย มองว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปลายปีก่อน และจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดดันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 4 ปีที่แล้วในช่วงเดือน ก.พ.57 ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างความผิดหวังกว่าที่คาด น่าจะมีผลให้ กนง.ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้าในวันที่ 12 มี.ค.57 ในอัตรา 0.25% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ กนง.ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้รวม 0.50% ก็เป็นได้
แต่ถึงจะลดดอกเบี้ย นายอมรเทพ กล่าวว่า กว่าที่ผลจากการลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผ่านถึงการลดต้นทุนของผู้ผลิตและการลดภาระของผู้บริโภค โดยปกติจะกินระยะเวลาพอสมควร จึงคาดว่าจะมีผลให้เศรษฐกิจในครึ่งแรกของปีนี้ไม่สดใสนัก
"เศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ในตอนนี้ มันไม่ใช่เพราะผลกระทบจากการเมืองอย่างเดียว เพราะการเมืองเพิ่งจะเริ่มในช่วงเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา แต่เศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งเป็นการชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก การส่งออกที่เริ่มติดลบ และหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ต่อให้ กนง.ประกาศลดดอกเบี้ยในช่วงเดือน มี.ค.ก็ไม่ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นทันที ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เวลา จึงคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกคงไม่ดีนัก ไม่อยากให้หวังอะไรมาก" นายอมรเทพ ระบุ
"ภาวะฉุกเฉิน"บั่นทอนความเชื่อมั่น
หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวอีกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยมากที่สุด คือ อันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งประเทศไทยมีโอกาสถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือเป็นแนวโน้มเชิงลบได้จากสถานการณ์การเมือง และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) อันอาจทำให้ความเชื่อมั่นในการลงทุนและเศรษฐกิจไทยลดลง รวมถึงหนี้ภาครัฐที่อาจปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จากปัจจุบันที่ระดับ 40% ของจีดีพี ซึ่งทั้งสองปัจจัยมีผลให้ กนง.อาจต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้
สำหรับแนวโน้มการคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ ภาครัฐได้มีการปรับลดลงจากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 4.5% ปรับลดลงเหลือ 3% บ้าง แต่ในส่วนของธนาคารยังคงอัตราเดิมไว้ที่ 3.4% เนื่องจากในปีนี้การลงทุนภาครัฐอาจจะยังไม่เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นช่วงไตรมาส 4 ซึ่งไม่มีผลกับเศรษฐกิจในปีนี้มากนัก ประกอบกับการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน การชะลอการบริโภคของประชาชน และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจในปีนี้ ขณะที่ภาคส่งออกน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ จากปีก่อนที่อยู่ในระดับติดลบ เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
6เดือนยังไม่มีรัฐบาล ศก.โตเหลือ2%
อย่างไรก็ตาม การประเมินอัตราการขยายตัวในปีนี้ที่ 3.4% เราไม่ได้พิจารณาที่ผลกระทบทางการเมืองมากนัก เรายึดที่ภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศเป็นสำคัญ แต่ถึงกระนั้นหากในช่วงครึ่งปีแรกยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีแรกก็อาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ต่ำกว่า 2% ได้
"เรามองว่าไตรมาสแรกยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไตรมาส 2 น่าจะเห็นความชัดเจนในเรื่องเศรษฐกิจประเทศมากขึ้น ขณะที่ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจน่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นได้ แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองยังยืดเยื้อรุนแรงต่อเนื่อง และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ก็น่าจะต่ำกว่า 2% ได้" นายอมรเทพ กล่าว และว่าทิศทางค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรก ประเมินไว้ว่าหากอ่อนค่าที่สุดก็น่าจะอยู่ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 33.5 บาทต่อดอลลาร์ เพราะในปีนี้เรานำเข้าน้อย เนื่องจากไม่ค่อยมีการลงทุนภายในประเทศ
กสิกรฯคาดเงินบาทมีโอกาสแตะ34.5
ด้านนายศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการเงินและการธนาคาร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ประเมินว่าค่าเงินบาทในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะอ่อนค่าแตะระดับ 34.5 บาทต่อดอลลาร์ได้ เนื่องจากเชื่อว่าเงินยังไหลออกต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์การเมืองที่กดดันการลงทุนทำให้เงินไหลออก อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การเมืองเริ่มปรับตัวดีขึ้น ก็น่าจะส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้
ขณะที่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ มองว่าน่าจะขยายตัวในระดับประมาณ 3% จากตัวเลขเดิมช่วงกลางปี 2556 ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวประมาณ 4.5% แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่เป็นอยู่ และความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองทำให้เราจำเป็นต้องปรับลดตัวเลขลง
"เราเพิ่งปรับตัวเลขใหม่จากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน เรามองไว้ที่ 3% และมองภาพกว้างๆ ไว้ที่กรอบ 2.5-3.7% และในกรณีที่แย่ที่สุดที่ 2.2% คือ กรณีการเมืองยืดเยื้อต่อเนื่องและเกิดความรุนแรง ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเราไม่ได้นำโครงการเมกะโปรเจคมาพิจารณา เพราะอาจต้องใช้เวลานานกว่าจะเกิดได้ ขณะที่ภาคส่งออกก็น่าจะฟื้นตัว จากปีก่อนที่ติดลบมาเป็นบวกได้บ้าง" นายศิวัสน์ ระบุ
กนง.ลดดอกเบี้ยมากสุดทั้งปีแค่0.25%
ส่วนการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา สำหรับศูนย์วิจัยกสิกรไทยถือว่าไม่ผิดคาด เพราะหลายฝ่ายบอกว่าการเมืองแย่ แต่ที่เราทุกคนเห็นมันก็ไม่ได้แย่จริงๆ ตามที่คนกล่าวกัน ไม่เหมือนเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา โดยเรามองว่าในปีนี้ กนง.มีโอกาสจะปรับลดดอกเบี้ยได้มากที่สุดในระดับประมาณ 0.25% เท่านั้น แต่ถ้าสถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย เศรษฐกิจไม่ได้ชะลอตัวมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล กนง.ก็อาจตรึงดอกเบี้ยต่อไป
"ปลายปีอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกจะเป็นขาขึ้น กนง.จึงไม่น่าจะลดอัตราดอกเบี้ยลงได้มาก น่าจะพยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ไม่ให้สภาพคล่องของเราตึงตัว ถ้าดอกเบี้ยโลกเป็นขาขึ้น เราปรับลดดอกเบี้ยอีก เงินก็จะไหลออกจากเรามากขึ้น" นายศิวัสน์ กล่าว









