วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับจังหวะรุก "กันยง" ผนึก "มิตซูบิชิ" ลุยอาเซียน

เปิดสตอรี่ใหม่ กันยงอีเลคทริก ควง มิตซูบิชิ หันลุยตลาด 600 ล้านคนในอาเซียน หลังตลาดญี่ปุ่นไม่ฟื้น บนกลยุทธ์ เข้าร่วมกัน แยกกันขาย

“มิตซูบิชิ อีเล็คทริก คอร์ปอเรชั่น” บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำสัญชาติญี่ปุ่น ผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัทกันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) เข้ามาปักหลักลงทุนในประเทศไทยนานกว่า 50 ปี ซึ่งในขณะนั้นตลาดอาเซียนยัง "เล็กเกินไป" ในแง่กำลังซื้อ และขนาดเศรษฐกิจ ฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยจึงถูกส่งกลับไปจำหน่ายในญี่ปุ่นสัดส่วนมากกว่า 50% ของยอดส่งออกทั้งหมดที่ 75% ของกำลังการผลิต

ทว่าเมื่อเศรษฐกิจของพัฒนาแล้วตกต่ำ ทั้งสหรัฐ ยุโรป หรือแม้แต่ประเทศแม่อย่างญี่ปุ่น มิตซูบิชิ จำต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ โดยหันมามองหาตลาด "เล็กพริกขี้หนู" อย่างอาเซียน ซึ่งกำลังจะผงาดจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการรวมตัวของ 10 ชาติ ในนามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปลายปี 2558 ด้วยขนาดประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน

"สตอรี่ใหม่" ของ กันยงอีเลคทริก จึงเริ่มขึ้น !! กับการร่วมหัวจมท้าย ไปกับพันธมิตรเก่าแก่อย่างมิตซูบิชิ ในการลุยตลาดแห่งโอกาสนี้

นี่คือ สิ่งที่ "ประพัฒน์ โพธิวรคุณ" อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 2 สมัย และประธานกรรมการบริษัท กันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) บอกเล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟัง โดยมีทายาทคนโต "เอก-ชญานินทร์ โพธิวรคุณ” นั่งร่วมวงสนทนา

นั่งไทม์แมชีนกลับไปเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว "มิตซูบิชิ" เลือกที่จะเก็บกระเป๋าเดินทางการลงทุนในไทย โดยมีการอ้างอิงว่าเข้ามาปักหลักเป็นพันธมิตรทางการค้ากับ “สิทธิผล โพธิวรคุณ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรกันยง ผู้พ่อของประพัฒน์ เป็นบริษัทแรกในไทย ขณะที่ทายาทรุ่นสองอย่างประพัฒน์ ไม่ฟันธง

“เราเป็นบริษัทรายแรกของคนไทยที่บริษัทญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุนด้วยหรือเปล่า ผมไม่ค่อยแน่ใจ ถ้าไม่ใช่รายแรกก็น่าจะเป็นรายที่สอง ที่เป็น Joint Venture (ร่วมทุน) กับญี่ปุ่นที่มาตั้งโรงงานในไทย” ประพัฒน์ ระบุ และว่า

แต่ที่แน่ๆ ฐานการผลิตในไทยที่ร่วมกับกันยงฯ ถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของโลกที่มิตซูบิชิใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก !!

ขณะที่ “สิทธิผล” ผู้พ่อในขณะนั้นเพิ่งเริ่มต้นชีวิตเถ้าแก่ตั้งโรงงานผลิตเครื่องทำความเย็น ตรงกับช่วงที่ประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 หรือช่วงหลังสงครามเย็น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่นักลงทุนแดนซากุระเคลื่อนตัวออกนอกบ้านครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก (First Wave) ผลพวงการพัฒนาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่โตต่อเนื่องจนต้องมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่

ในวัย 66 ปีของลูกชายเถ้าแก่ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเครื่องใช้ไฟฟ้า ปัจจุบันประพัฒน์ยังคงทำงานทุกวันส่วนมากชีวิตจะขลุกอยู่ในโรงงานย่านสมุทรปราการ เขาเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจในประวัติของบริษัทที่ครบรอบ 50 ปีในปีนี้

“ถ้าไล่อายุธุรกิจตั้งแต่สมัยคุณพ่อผมทำเอง ไม่ใช่แค่ 50 ปี ต้องเกือบ 70 ปี เริ่มต้นมาจากการเป็นคนขายเครื่องทำความเย็นตั้งบริษัทเอง แล้วก็มา Joint Venture กับญี่ปุ่น สมัยพ่อผมทำบริษัทขายเครื่องทำความเย็นเองในปี 2504 ตอนนั้นยังไม่ได้ร่วมทุน พ่อผมใช้เวลา 2 ปีกว่าจะเจรจากับทางญี่ปุ่นให้มาร่วมลงทุนได้ ปี 2505 เริ่มเจรจาเสร็จตั้งบริษัทใหม่ก็ปี 2507 ในยุคนั้นผมเองยังนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่เลย (หัวเราะ)”

โดยกลุ่มกันยงถือวันที่ 12 มกราคม 2507 เป็นวันก่อตั้ง “บริษัท กันยงอีเลคทริก แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด” ชื่อเดิมในขณะนั้นหลังจากที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มมิตซูบิชิ เรียบร้อยแล้ว

"คุณพ่อและเพื่อนๆ ได้ร่วมกับ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์เปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นก่อตั้งบริษัท กันยงอีเลคทริก แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (ชื่อในขณะนั้น) เพื่อผลิตพัดลมไฟฟ้ายี่ห้อ “มิตซูบิชิ อีเล็คทริก” โดยมีพนักงานจำนวนไม่ถึง 50 คน โรงงานตั้งอยู่ที่ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นที่ 6 ไร่

เมื่อบริษัทเติบใหญ่ มีพนักงานมากกว่า 2,500 คน จึงได้ย้ายบริษัทและโรงงานมาอยู่ในที่แห่งใหม่ บนถนนบางนา-ตราด จ.สมุทรปราการ บนพื้นที่ 72 ไร่ ก่อนแปลงสถานภาพบริษัทจาก "บริษัทจำกัด" มาเป็น "บริษัทมหาชน" และได้จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พร้อมกับได้เปลี่ยนชื่อของบริษัทมาเป็น บริษัท กันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) ในปี 2536 จนถึงปัจจุบัน" ประพัฒน์ เล่า

ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานท่ามกลางการแปรปรวนของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในวันนี้ทั้ง "กันยง" และ "มิตซูบิชิ" ยังต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดยเฉพาะกระแส ASIA ’s Rise ที่ประธานกรรมการกันยง ขยายความให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวในอนาคตที่จำเป็นต้องเกาะกระแสไปกับพลวัตโลกว่า

“โลกในวันข้างหน้ามันต้อง อินเดียกับจีนสองประเทศนี่เราต้องมองว่าเราจะไปถึงไหม ? แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้องจับตลาดอาเซียนให้ได้ก่อน ต้องทำตลาดอาเซียนให้แข็งแรงเสียก่อน เราจึงค่อยคิดมองไปที่ 2 ตลาดนี้”

นั่นหมายถึงปัจจุบันบริษัทยังไม่มีการเข้าไปทำตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้ คำถามนี้ถูกถามขึ้นด้วยความสงสัย ประพัฒน์ จึงบอกว่า มีอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้เน้นมาก เพราะก่อนหน้านี้เน้นตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่พอเศรษฐกิจชะลอตัว ก็เลยมีแนวคิดลดการพึ่งพาตลาดญี่ปุ่นลงและโฟกัสตลาดใหม่ๆ และตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้นโดยเฉพาะอาเซียนทั้ง 10 ประเทศที่ยังมีช่องทางและโอกาสในการขยายธุรกิจได้อีกมาก

กับเป้าหมาย 5 ปี (2557-2562) ตัวบริษัทกันยงอิเลคทริก จะต้องก้าวไปสู่การเป็น Regional Brand (แบรนด์ภูมิภาค) ให้ได้

ประพัฒน์ บอกเล่าความในใจว่า ลำพังแค่ "กันยง" ในไทยจะก้าวไปด้วยตัวเอง นับว่าค่อนข้างยากลำบาก เพราะเริ่มต้นสร้างแบรนด์องค์กรได้ไม่ได้ ในโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้จึงมีแผนจะ "รีแบรนด์" องค์กรให้ดูทันสมัยมากขึ้น

โจทย์แรกคือ “เพื่อให้คนทั่วไปรับรู้ว่าเราทำอะไร และเราคือใคร”

อีกทางหนึ่งก็จะให้ทางบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเป็นคนช่วยสนับสนุน สื่อให้ทั่วโลกรู้จัก "กันยงอีเลคทริก" ในไทยมากขึ้น พอๆ กับการรับรู้ว่าแบรนด์ "มิตซูบิชิ" คือแบรนด์ญี่ปุ่น

"อนาคตต้องทำให้ทั่วโลกรับรู้ด้วยว่า โรงงานผลิตเองก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้ชื่อแบรนด์"

จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ทั้ง "ไทย" และ "ญี่ปุ่น" ที่ผนึกกำลังกัน (Synergy) ไปบุกตลาดใหม่ อย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งตลาดอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

เรียกว่า “ไปไหนก็ไปด้วยกัน !!!”

ในสายตาของประพัฒน์ ยังมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทุนญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นมิตซูบิชิก็ดีหรือบริษัทอื่นๆ ของญี่ปุ่นก็ดี ปัจจุบันเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและเครือข่ายการค้ามากขึ้น ก็เพื่อปูทางไปยังอาเซียน

“ญี่ปุ่นเข้ามากันมากขึ้นนับตั้งแต่เขามีปัญหากับจีน (ข้อพิพาทหมู่เกาะ)" ประพัฒน์ เล่า

บริษัทแม่มิตซูบิชิที่อยู่ในญี่ปุ่น ก็ต้องปรับตัว ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เช่นกัน เพื่อให้ทันกับกระแสเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่เคยเน้นเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ก็เปลี่ยนแนวคิดใหม่มาเป็น Think ASEAN มากขึ้น เช่นเดียวกับกันยงที่มีการปรับโครงสร้างบริษัทอย่างต่อเนื่อง

“ที่จริงกันยงเองปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ๆ มาแล้ว 3 ครั้ง ครั้งแรกตอนปี 2526 ที่สมัยนั้นเป็นการทำส่งออกครั้งแรก ไปฮ่องกงผมจำได้แม่น ครั้งที่ 2 ก็ปี 2530 ที่มีการขยายงานขยายธุรกิจมากขึ้น และครั้งสุดท้ายคือช่วงต้มยำกุ้งในช่วงปี 2539-2541” เขาบอกพร้อมเสริมว่า

ปัจจุบันสัดส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศ ทั้งหมดอยู่ที่ 75% ใน 20 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไปยังญี่ปุ่นมากถึง 50% ที่เหลือก็เป็นการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

ในวันนี้ทั้งบริษัทแม่ของมิตซูบิชิในญี่ปุ่นและกันยงเองต่างให้ความสำคัญกับ "ตลาดอาเซียน" เป็นหลัก เขาย้ำ
“เข้าร่วมกัน แยกกันขาย !!!” ประพัฒน์ เผยกลยุทธ์รุกอาเซียนระหว่างบริษัทแม่ในญี่ปุ่น กับ บริษัทลูก (ฐานการผลิตในไทย)

โดยใช้ "ตู้เย็น" จะเป็นหัวหอกในการบุกตลาด ก่อนจะนำเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มตามไป ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เครื่องปั๊มน้ำ เครื่องเป่ามือ และพัดลมระบายอากาศ เป็นต้น

"เราจะไม่ตีตลาดกันเองกับสินค้าที่ผลิตในญี่ปุ่น" เขาระบุ เพราะทางญี่ปุ่นผลิตตู้เย็นแบบ 4 -8 ประตูขึ้นไป ขณะที่ในไทยเพิ่งเริ่มผลิต 4 ประตูเท่านั้น เดิมผลิตแค่ 1- 3 ประตู

เขายังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรงงานผลิตตู้เย็นของมิตซูบิชิจะมีอยู่ 2 แห่งในโลกคือที่ญี่ปุ่นและไทยอย่างละ 1 แห่ง ส่วนโรงงานผลิตพัดลม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องปั๊มน้ำ จะอยู่ที่เมืองไทยทั้งหมด

โดยปัจจุบันกลุ่มมิตซิบิชิ โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 9 แห่ง ในจำนวนนี้ 8 โรงงานตั้งอยู่ในไทย และ 1 โรงงานในญี่ปุ่น ไทยจึงถือว่าเป็นฐานการผลิตหลัก

"การแข่งขันกันเองจะไม่มี แต่จะผสมผสานการทำตลาดด้วยกันมากกว่า"

ประพัฒน์ เล่าต่อไปว่า ทั้งกันยงและบริษัทแม่ได้กำหนดยุทธศาสตร์การทำตลาดออกเป็น 2 ส่วน คือ ในกลุ่มแรกคือตลาดอาเซียน ประกอบด้วย 10 ประเทศรวมไทย และกลุ่มที่ 2 คือ ตลาดไม่ใช่อาเซียน (Non ASEAN) ได้แก่ ตลาดยุโรป อเมริกา และกลุ่มโอเชียเนีย ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น

“ในอนาคตไม่ว่าทั้งเราหรือบริษัทแม่จะต้องให้น้ำหนักแต่ละตลาดเท่าๆ กัน ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่มีสุขภาพดีทุกอย่างจะต้องสมดุลกัน ใจจริงอยากจะเห็นแต่ละตลาดมีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 25% ไทย ญี่ปุ่น อาเซียน ตลาดใหม่ อยู่ที่ 25% เท่ากันหมด ถือเป็นแผนการกระจายความเสี่ยงให้กับบริษัทด้วยหากตลาดไหนยอดขายลดลงไปก็ยังมีตลาดอื่นๆ เข้ามาค้ำจุน”

ปัจจุบัน เฉพาะกันยง มีสัดส่วนรายได้จากกลุ่มอาเซียนประมาณ 10% ในปีนี้ ในปีนี้มั่นใจว่าจะถึงที่ 20% โดยมีตลาดหลักสำคัญ ได้แก่ พม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

“4 ประเทศหลักๆ นี้ล่ะที่ทางกันยงและมิตซูบิชิที่ญี่ปุ่นจะเดินหน้าไปด้วยกัน โดยมีไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก”
สำหรับรายได้ของกันยงในงวดปี 2557/2558 (1 เม.ย 57-มี.ค.58) ประพัฒน์ คาดว่าจะมียอดขายแตะระดับ 2 หมื่นล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ 15-20%

ประพัฒน์ ยังมองเศรษฐกิจโลกในอนาคตที่จะกลายมาเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจของกันยงในอนาคตว่า อนาคตอยู่ที่เอเชีย ในอีกไม่เกิน 4-5 ปีข้างหน้านี้ ช่วงนี้ถือเป็นช่วงของการเตรียมพร้อมเพื่อรับเศรษฐกิจขาขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจหลายๆ ประเทศผ่านจุด Bottom Line (จุดต่ำสุด) ไปแล้ว ช่วงนี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของหลายๆ บริษัทที่กำลังปรับตัวกันอีกรอบเพื่อรับเศรษฐกิจขาขึ้น
---------------------------------------
เปิดตัวทายาท "เซลส์แมน"

จากรุ่นสู่รุ่น ทายาทในครอบครัว "โพธิวรคุณ" ต่างเดินตามขนบและวัฒนธรรมการทำงานที่ยึดเอาตำราเล่มเดียวกันใช้ นั่นคือเริ่มต้นการทำงานจากการเป็น "เซลส์แมน"

ไม่เว้น “ชญานินทร์ โพธิวรคุณ” หรือ “เอก” ในวัย 30 ต้นๆ ทายาทคนโตของประพัฒน์ (ทายาทคนรอง คือ ประพนธ์ โพธิวรคุณ) เปิดตัวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek เป็นครั้งแรก

ปัจจุบันเอกนั่งในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายสำนักกรรมการผู้จัดการ บริษัท กันยงอีเลคทริค จำกัด (มหาชน) มีเจ้านายสายตรงคือ ซาดาฮิโร โทมิดะ กรรมการผู้จัดการ ทำให้เขาได้เรียนรู้การทำงานโดยตรงกับคนญี่ปุ่น

เอกเล่าว่า เข้ามาทำงานครั้งแรกไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ แม้จะเป็นลูกหลานผู้ก่อตั้งบริษัทก็ยังต้องทำงานในตำแหน่งเล็กๆ จริงๆ และเริ่มมาเรียนรู้งานมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยเรียน ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ในระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"ผมเริ่มต้นจากการเป็นเซลส์แมนหิ้วกระเป๋าออกไปขายของทั้งในกทม.และต่างจังหวัด เช่นเดียวกับคุณพ่อที่ต้องหิ้วกระเป๋าออกขายของในต่างจังหวัดไปทีก็ไปนาน 10-20 วัน"

จากนั้นก็ถูกส่งไปฝึกงานอยู่ที่ญี่ปุ่น 3 เดือน กับทางมิตซูบิชิบริษัทเดียวกันกับที่คุณพ่อเคยถูกส่งไปฝึกงาน จากนั้นก็เริ่มเรียนรู้งานในแผนกอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งนั่งในตำแหน่งนี้

“การทำงานของผมไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณพ่อมากเท่าไหร่ คุณพ่อให้ผมทำงานเต็มที่และคุณพ่อผมก็ไม่เคยบอกว่าผมต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้” เขายิ้ม ก่อนที่ประพัฒน์จะเสริมว่า

“ผมว่าการทำงานที่ต้องทำระหว่างพ่อ-ลูกโดยตรงมันจะมีเส้นของความเป็น พ่อ-ลูก กันอยู่เสมอทุกครั้งที่คุยกัน หารือกัน ผมจึงตัดปัญหาตรงนี้โดยโยนให้เขาไปนั่งทำงานกับผู้บริหารญี่ปุ่นเลย แล้วแต่ว่าทางนั้นจะมอบหมายสั่งการให้ทำอะไร” พูดถึงตรงนี้ทั้งพ่อและลูกชายต่างพากันหัวเราะเสียงดัง

เอกบอกว่า สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังจากคนในครอบครัวคือ “ความอดทน” และ “ขยัน” ในการทำงาน และต้อง "ตั้งใจ" ทำงานกับสิ่งที่ได้รับมอบหมาย ที่สำคัญต้องทำตัวให้เข้ากับพนักงานทุกคนในบริษัทได้

ในความหมายคือการทำตัวเรียบง่าย "ติดดิน” เข้าไว้

“ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งขยัน ยิ่งมีประสบการณ์ในการทำงานมาก” ผู้เป็นพ่อกล่าวเสริมขึ้นมาอีกโดยเปรียบว่า “ถ้าเป็นผลไม้ที่ยังไม่ทันสุกดีก็ไม่อร่อย”

สมัยประพัฒน์เขาเข้ามาทำงานที่กันยงครั้งแรกหลังเรียนจบบริหารจากประเทศอังกฤษ มาเป็นเซลส์แมน ก็ต้องทำงานให้เข้าขากับวิศวกรในโรงงานให้ได้เช่นกัน

"ผมเข้ามาร่วมงานกับกันยงเมื่อปี 1970 (พ.ศ. 2513) การทำงานของผมในยุคนั้นก็เหมือนลูกชายผมนี่ละ ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตอะไรหรอก เป็นเสมียนเป็นเซลส์แมนยกกระเป๋าออกไปขายของต่างจังหวัด ไปทีก็ 20 กว่าวันหายไปเลย ตระเวนเป็นเซลล์อยู่ประมาณปีหนึ่งก็ถูกส่งไปที่ญี่ปุ่นไปฝึกงานกับมิตซูบิชิ"

โดยไปฝึกงานที่นางาซากินานสุด 3 เดือน ก่อนหน้านั้นไปอยู่ที่โยโกฮามาเดือนครึ่งเพื่อมาเรียนภาษาที่นี่ก่อน แล้วจึงเข้าไปโรงงาน (นางาซากิ)

“ผมไม่ใช่วิศวกรแต่ต้องมาอยู่โรงงานการผลิต จึงต้องค่อยๆ เรียนรู้ มาเป็นนายคนโดยที่ไม่รู้อะไรก็ค่อนข้างลำบาก ผมถือว่าการจะมาเป็นนายคนได้ต้องรู้งานให้หมด”

ทุกวันนี้ทั้งพ่อ-ลูกชายก็ยังทำงานด้วยกันทุกวัน แอบถามทีเล่นทีจริงเมื่อไหร่รุ่นที่ 2 จะเกษียณ ประพัฒน์หันมาตอบทันทีว่า "ก็รอว่าเมื่อไหร่เจ้าลูกชายผมจะพร้อมนั่นล่ะ !!" ซึ่งชญาณินทร์บอกติดตลกว่า “อีกนานเลยล่ะครับพ่อ” แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะ