วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

มูดี้ส์เซอร์ไพรส์กนง.ไม่ลดดอกเบี้ย

มูดี้ส์เซอร์ไพรส์ไม่ลดดอกเบี้ยขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาด กนง.ครั้งหน้าลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหากการชุมนุมการเมืองยังยืดเยื้อ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วานนี้ (22 ม.ค.) มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% โดยมองว่า อัตราที่ระดับดังกล่าวเป็นระดับที่ผ่อนปรนเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในภาวะที่สถานการณ์การเมืองและผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น

ส่วนคณะกรรมการอีก 3 ท่าน เสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เนื่องจากเห็นว่า เงินเฟ้อในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำ นโยบายการเงินจึงน่าจะผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อดูแลความเสี่ยงเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตามคณะกรรมการจะยังติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้

นายประสาร กล่าวว่า การประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของคณะกรรมการไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นกว่าครั้งก่อน นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็เติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกของกลุ่มประเทศเอเชียเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว

สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น กรรมการ กนง. ยอมรับว่า ความไม่สงบทางการเมืองมีผลต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ลดลง อาจส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปได้ ขณะที่การส่งออกแม้เริ่มฟื้นตัว แต่อัตราการเติบโตในภาพรวมยังค่อนข้างต่ำ

"การประเมินภาวะเศรษฐกิจไม่ได้ต่างกันมาก แต่มีข้อถกเถียงทางความเห็นกันว่า ในสถานการณ์อย่างนี้ การปรับลดดอกเบี้ยจะเกิดประสิทธิผลอย่างไร ซึ่งกรรมการเสียงข้างมากมองว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะการลงทุนและการบริโภคในประเทศ มาจากความไม่สงบทางการเมือง ดังนั้นการลดดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้ผลมากนัก ส่วนกรรมการเสียงข้างน้อยมองไปในทางว่า ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยประคับประคองได้ แม้ประสิทธิผลยังไม่ชัดนัก ดังนั้นมุมมองด้านเศรษฐกิจจึงไม่ได้ต่างกัน จะต่างก็เพียงมุมมองประสิทธิผลของเครื่องมือว่าจะเป็นอย่างไร"นายประสารกล่าว

สำหรับคำถามที่ว่าการตัดสินใจคงดอกเบี้ยของเสียงส่วนใหญ่ เพราะต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ยามจำเป็น และห่วงว่าจะเป็นการซ้ำเดิมเงินทุนไหลออกใช่หรือไม่ เขากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาประกอบปัจจัยอื่น

ส่วนสาเหตุที่กรรมการ กนง.มองว่า การเมืองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นนั้น เนื่องจากเห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจปัจจุบันยังแข็งแกร่ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงระยะสั้น แต่ยอมรับว่าหากสถานการณ์ยังยืดเยื้ออาจกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้เช่นกัน

"แม้ระยะสั้นยังดีอยู่ แต่ระยะยาวแล้ว หากเราไม่ช่วยกันดูแล อาจทำให้ภูมิคุ้มกันที่เรามีอยู่พร่องลงไปเรื่อยๆ มีผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ปรับเพิ่ม รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ และที่สำคัญอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ด้วยเช่นกัน"นายประสาร กล่าว

หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 3%

นายประสาร กล่าวด้วยว่า การประชุม กนง. ครั้งนี้ได้มีการทบทวนตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งในปี 2556 และปี 2557 ใหม่ อย่างไรก็ตามตัวเลขที่มีการปรับเปลี่ยนสามารถบอกได้คร่าวๆ เพียงแค่ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2556 นั้น กนง. มองว่าจะเติบโตลดลงจากที่เคยประเมินไว้ที่ 3% เนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาส 4/56 ขยายตัวได้ต่ำกว่าประมาณการเดิม ส่วนตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 มองว่า การเติบโตอาจอยู่แถวระดับ 3% จากเดิมซึ่งประเมินไว้ที่ 4%

สำหรับสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น แม้ที่ผ่านมาจะเห็นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติบ้าง แต่เม็ดเงินที่ออกไปไม่ได้ถือว่ามากมายนัก เพราะถ้าดูยอดการถือครองคงค้างทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติในเวลานี้ก็ยังมีอยู่พอสมควร และถ้าดูการอ่อนค่าของเงินบาทช่วงที่ผ่านมา แม้บางช่วงจะอ่อนค่าลงไปบ้าง แต่การเคลื่อนไหวก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวตลอด มีการสลับแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยภาพรวมจึงถือว่ามีเสถียรภาพค่อนข้างดี

ทหารไทยคาดจีดีพีปีนี้ 3.3%

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า กนง.คงดอกเบี้ย ถือว่าเป็นไปตามที่คาดไว้ เพราะเชื่อว่ากนง.ยังต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจในหลายด้าน ทั้งตัวเลขการขยายตัวของจีดีพีของปี 2556 รวมไปถึงตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆในช่วงต้นปีก่อน และผลกระทบการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้

“ในการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้นั้น มองว่ากนง.มองว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมไปรอดูสถานการณ์ทางการเมืองว่าจะยืดเยื้อขนาดไหน น่าจะมีความชัดเจนในเดือนกุมภาพันธ์ก่อน ซึ่งทางกนง.มองว่าปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยระยะสั้น พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในระดับที่ดี”

มติที่ประชุม กนง. 4:3 เสียง แสดงให้เห็นว่าที่ประชุมกนง.มีความวิตกกังวลการเมืองอยู่ ทำให้เสียงในที่ประชุมค่อนข้างแตกต่าง การประชุมครั้งหน้าจึงสำคัญ โดยตัวแปรสำคัญคือการชุมนุมทางการเมืองว่าจะยืดเยื้อขนาดไหน

ส่วนการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ที่กนง.ประเมินว่า อยู่ในระดับ 3% เป็นไปในทิศทางเดียวกับ ศูนย์วิจัยที่ประเมินเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 3.3% ซึ่งอาจโตต่ำกว่านี้ ถ้าปัญหาการเมืองกระทบจนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในครึ่งปีแรก

ซีไอเอ็มบีชี้กนง.12 มี.ค.ลดดอกเบี้ย

นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัยเศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปลายปีก่อน และจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กดดันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ น่าจะมีผลให้กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยในการประชุมหน้าวันที่ 12 มี.ค. 2557

“เศรษฐกิจปี 2557 ดูจะอ่อนแอต่อเนื่องจากปลายปีก่อน และจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันมาจากการเมือง และความผันผวนจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี การส่งออกจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปีนี้คาดว่าจีดีพีโต 3.4% ” นายอมรเทพกล่าว

มูดีส์เซอร์ไพรส์กนง.คงดอกเบี้ย

นายเฟรด กิบสัน นักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์ อนาลิติคส์ ประเมินว่า ธปท.อาจปรับลดดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากมองเห็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ ผลจากการเมืองก่อให้เกิดความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโต ซึ่งอาจทำให้มีการลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพราะดูเหมือนว่าธปท.ต้องการพยุงเศรษฐกิจในประเทศไว้ และไม่คิดว่าการประชุมวานนี้จะตัดสินใจคงดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม มูดีส์มองว่าการปรับลดดอกเบี้ยลงจะสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้ แต่การลดดอกเบี้ยจะไม่สามารถชดเชยผลกระทบที่ตามมาจากการขยายวงของความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้

ไทยพาณิชย์ฟันธงดอกเบี้ย 1.75% ครึ่งปีแรก

ขณะที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงมาอยู่ที่ 1.75% ภายในครึ่งปีแรก โดยมองว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ในภาวะเงินเฟ้อต่ำ และเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงและขาดแรงกระตุ้นจากภาคการคลัง เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จากความไม่แน่นอนการเมือง ยังคงมีมากกว่าปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและด้านเสถียรภาพอื่นๆ เช่นการเร่งตัวของหนี้ครัวเรือน และภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย นอกจากนี้ดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ จะช่วยสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่ชะลอตัว

ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มศก.โลกรอบ 2 ปี

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แถลงว่าเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแข็งแกร่งหลังจากหลายประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาของการใช้งบประมาณแบบรัดเข็มขัด และระบบธนาคารในประเทศเหล่านี้มีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังเตือนให้ระมัดระวัง โดยกล่าวว่า การฟื้นตัวในประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้ายังไม่สม่ำเสมอ และยังมีความเสี่ยงเกิดเงินฝืด ขณะเดียวกันประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องต่อสู้กับสภาพการเงินตึงตัวกว่าเดิม และความต้องการในประเทศชะลอตัว

ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 3.7% จาก 3.6% หลังจากเศรษฐกิจโลกเติบโต 3% ในปี 2556 นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปีที่ไอเอ็มเอฟปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ

นายโอลิเวียร์ แบลนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า เหตุผลเบื้องหลังการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งขึ้นของเศรษฐกิจโลก คือปัจจัยที่ดึงรั้งเศรษฐกิจได้บรรเทาลง ปัญหางบประมาณลดน้อยลง ระบบการเงินกำลังได้รับการเยียวยา และความไม่แน่นอนลดน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ยังมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจมีแนวโน้มแข็งแกร่งมากขึ้น กับยุโรป ที่เศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และประเทศทางตอนใต้ของยูโรโซนยิ่งอ่อนแอหนัก นอกจากนั้น การว่างงานในประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าส่วนใหญ่ยังคงสูงมาก

กระนั้น ไอเอ็มเอฟมองว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งการเติบโตน่าจะขึ้นถึง 3.9% โดยแรงหนุนการเติบโตประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้า ส่วนประเทศกำลังพัฒนาบางแห่ง โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงและมีความอ่อนแอ อาจได้รับผลกระทบหนักจากกระแสทุนไหลออกในปีนี้ ผลจากเฟดลดคิวอี

ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟคาดว่าสหรัฐจะขยายตัว 2.8% ปีนี้ เพิ่มจากครั้งก่อนที่ 2.6% อังกฤษขยายตัว 2.4% เพิ่มจาก 1.9% ยูโรโซนขยายตัว 1% และญี่ปุ่นเติบโต 1.7% ส่วนตลาดเกิดใหม่นั้นคาดว่าจีนจะขยายตัว 7.5% อินเดีย 5.4% รัสเซีย 2% และบราซิล 2.3%