มรสุมการเมืองกดดันเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเริ่มเป๋ แบงก์ส่งเจ้าหน้าที่ประกบติดรายตัว แนะต้องมีวินัยการเงิน อย่าใช้เงินผิดประเภท
รายการ Business Talk กรุงเทพธุรกิจทีวี จัดเสวหาเรื่อง "วัดชีพจรเอสเอ็มอีไทยหลังการเมืองวุ่น" เพื่อร่วมสะท้อนมุมมองและผลกระทบ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย จากผู้บริหารองค์กรที่เกี่ยวข้องจาก 3 หน่วยงาน คือ ธนาคารกสิกรไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
พิภวัตว์ ภัทรนาวิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แม้จะมีสถานการณ์หรือไม่ แต่การบริหารสภาพคล่องเป็นโจทย์ธุรกิจ ที่ธนาคารต้องเข้าไปช่วยเหลือดูแลลูกค้าอยู่แล้ว โดยผลกระทบระยะสั้น จะเข้าไปดูว่าขัดสนวงเงินหรือเปล่า เพื่อที่จะช่วยเหลือได้ ส่วนระยะกลางและระยะยาว โดยปกติแล้ว เอสเอ็มอีมีปัญหามาโดยตลอด ธนาคารจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
แบงก์รับมีสัญญาณหนี้เสีย
ส่วนความไม่แน่นอนการเมือง 3 เดือนที่ผ่านมา มีกระทบทั้งด้านบวกและลบ ต่อธุรกิจท่องเที่ยวกระทบชัดเจนมากสุด โดยเฉพาะพื้นที่ชุมนุม และลูกค้ามีผลกระทบต่อเนื่องจากกำลังซื้อในประเทศลดลง สภาพคล่องรายได้ไม่เหมาะสม ควรต้องมองเรื่องต้นทุน และปรับตัวเรื่องสภาพคล่องได้ดี เพราะการลดต้นทุนถ้าทำได้ ก็เหมือนเพิ่มรายได้ และดูสภาพคล่องหมุนเวียน ต้องไปดูคู่ค้าว่า มีปัญหาชะลอการจ่ายเงินหรือไม่ และต้องดูคู่ค้าควบคู่ไปด้วย โดยเอสเอ็มอีท่องเที่ยวได้รับผลกระทบแน่ๆ ซึ่งเรากำลังดูอยู่ โดยรับผลกระทบต่อเนื่องมาจากกำลังซื้อในประเทศลดลง
อีกรายคือโครงการภาครัฐ กระทบกับเอสเอ็มอีผู้รับเหมาก่อสร้างที่เตรียมรับงานภาครัฐ และอีกกลุ่มที่กระทบ คือผู้ที่ขายสินค้าไม่จำเป็น เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภทก็คงต้องรอฟุตบอลมากระตุ้นยอด
ยอมรับว่า ขณะนี้มีสัญญาณเครดิตถดถอย แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอ เราเจอมาตลอด จึงส่งทีมเข้าประกบลูกค้า เพื่อดักสัญญาณสินเชื่อที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ และหามาตรการเยียวยา ซึ่งต้องยอมรับว่าลูกหนี้ที่มีสัญญาณดังกล่าวนั้น ขาดการชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน จึงยังไม่เป็นหนี้เสีย และเราก็มีวิธีติดตามช่วยลูกค้า
อีกประเด็นที่อยากฝาก คือในอีก 1-2 ปีเราจะเจอโจทย์เออีซี ซึ่งต้องมาดูขีดความสามารถการแข่งขันเอสเอ็มอีด้วย
ที่่ผ่านมาสถิติหนี้เสียของเอสเอ็มอี มักจะเกิดจากใช้เงินผิดประเภท โดยนำเงินไปใช้นอกธุรกิจ จึงอยากเตือนว่า "อย่าเพิ่งบ้ายอดขาย ธุรกิจไม่ใช่กำไรขาดทุน มันเป็นกระแสเงินสด"
เอสเอ็มอีต้องมีวินัยการเงิน
ส่วนวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า ด้านความเสี่ยงแนวโน้มธุรกิจชะลอตัวแน่นอน เห็นได้ชัดจากการเก็บภาษีภาครัฐ เมื่อเดือนพ.ย.เก็บได้ลดลง ถึง 9,100 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่มเก็บได้ 4,500 ล้านบาท ลดลง 1.3% การบริโภคการใช้จ่ายลดลง ดังนั้นเอสเอ็มอี จึงต้องระมัดระวัง การใช้จ่ายการลงทุน โดยวินัยการเงินต้องรัดกุม
บสย.ช่วยได้โดยให้แบงก์เชื่อมั่นมากขึ้นในการให้สินเชื่อ แต่เอสเอ็มอี ก็ต้องมีวินัยตัวเอง บสย.ทำมา 22 ปี เรามียอดค้ำประกันสินเชื่อทั้งหมด 3.3 แสนล้านบาท มียอดค้ำประกันคงเหลืออยู่ 2.4 แสนล้านบาท ช่วยค้ำในการปล่อยสินเชื่อทั้งระบบ 5 แสนล้านบาท เป็นเอสเอ็มอีที่เข้าโครงการ 8.1 หมื่นราย ข้อมูลจากสสว. เอสเอ็มอีในประเทศมี 2.7 ล้านราย แต่บสย.ค้ำเฉพาะสินเชื่อใหม่ในระบบค้ำอยู่ได้แล้ว 23% เป็นเม็ดเงินสินเชื่อ 8-9 หมื่นล้านบาท
การค้ำประกันสูงสุด 40 ล้านบาท/ราย แต่โดยเฉลี่ยบสย.ค้ำเอสเอ็มอีอยู่ 3 ล้าน/ราย
หลังจากรู้แล้วเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว แบงก์ต้องคุยกับลูกค้ามากขึ้น จากนั้นหากคิดว่าเค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อ
"เอสเอ็มอีต้องมีวินัยการเงิน อย่าใช้เงินผิดประเภท จงทำในสิ่งที่ถนัด และมองโอกาสด้วย อย่างเออเบอร์ไนซ์มาอยู่แล้วอย่าคิดว่าทุกอย่างจะแย่ลงเสมอไป"
แนะหารือแบงก์ก่อนเป็นหนี้เสีย
ขณะที่ สุรพล โอภาสเสถียร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบุโร กล่าวว่า เอสเอ็มอีไทย มี 2 ลักษณะ คือ ประเภท บุคคลธรรมดา ทำร้านค้าเล็กๆ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นหนี้จากธุรกิจประมาณ 1.4 ล้านล้าน ของหนี้ครัวเรือน 9.4 ล้านล้าน และประเภทนิติบุคคล ซึ่งเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ทำธุรกิจ โดยกลุ่มนี้จะกู้เงินจากธนาคารและมีการค้ำประกันไป แต่ปัญหาวันนี้่ คือ กำลังการซื้อลดลง ดัชนีเชื่อมั่นเศรษฐกิจลด สภาพัฒน์รายงานว่า คนมีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท/เดือน ซึ่งมีประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน แต่ก่อน 4,500 บาทจ่ายหนี้ แต่ขณะนี้ 6,100 บาทจ่ายหนี้ เหลือใช้จ่ายเพียง 3,900 บาท/เดือน ไม่พอใช้ก็ต้องก่อหนี้เพิ่ม
"มนุษย์เงินเดือน ตอนนี้เงินเดือนออก ทำบุญ 9 แบงก์ ไม่ใช่ทำบุญ 9 วัด" นายสุรพล ย้ำ
ตอนนนี้มีบัญชีสินเชื่อในระบบ 70 ล้านบัญชี เป็นลูกหนี้ 27 ล้านราย ถ้าเป็นหนี้คนธรรมดา ในจำนวนนี้เสียหายแล้ว 1.6 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้ 1.4 ล้านบัญชีเป็นหนี้เอสเอ็มอีขนาดวงเงินกู้ไม่เกิน 1 แสนบาท
ส่วนหนี้ประเภทดูนิติบุคคล อยู่ที่ 4.5 ล้านบัญชี เริ่มเห็นสัญญาณการชำระหนี้ช้าลง จำนวน 9,700 บัญชี ในช่วง 12 เดือนระหว่างไตรมาส 3 ปี 2555 -ไตรมาส 3 ปี 2556
อยากเตือนเอสเอ็มอีว่า "อย่าหาทางลัด เอาก้อนเก็งกำไรมาตู๊ไม่ควรทำ เสี่ยงมาก"









