วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สป.ชงรัฐบาลใหม่แก้หนี้ครัวเรือน

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯแนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน หลังพบปัญหาประชาชนเป็นหนี้กว่า 81% ของจีดีพี ชงเพิ่มสภาพคล่อง"เอสเอ็มอี"

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สป.) เปิดเผยว่าได้เสนอความเห็นถึงเรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)รับทราบ โดยได้ย้ำถึงข้อมูลเรื่องความเสี่ยงจากเศรษฐกิจไทยจากปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่มีตัวเลขสูงถึง 81% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือคิดเป็นประมาณ 9.33 ล้านล้านบาท โดยถือว่ามีมูลค่าสูงกว่าหนี้ธุรกิจสะท้อนปัญหาประชาชนขาดเงินออม ซึ่งหนี้ครัวเรือนที่สูงยังส่งผลต่ออำนาจซื้อ สะท้อนจากตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนปี 2556 ที่ขยายตัวได้เพียง 0.8% ขณะที่ในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ประเมินว่าอาจขยายตัวได้เพียง 2.7% รัฐบาลใหม่จึงจำเป็นต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย

นอกจากนั้นยังสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ ยังประเมินด้วยว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2557 ยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับสภาพคล่องของผู้ประกอบการ ที่ถือเป็นปัญหาใหญ่ของภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เนื่องจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังขาดสภาพคล่อง เป็นผลจากยอดขายในปี 2556 ทั้งอุตสาหกรรมและบริการลดลงเฉลี่ย 15-20% ส่วนภาคส่งออก ถึงแม้ยอดขายยังสามารถขยายตัวได้ แต่ก็มีกำไรน้อยหรือไม่มีกำไร ทำให้ขาดสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเป็นปัญหาในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาฟื้นตัว

"มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเชิงมาตรการทางการคลัง เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจขนาดใหญ่มากกว่าเอสเอ็มอี จำเป็นจะต้องมีมาตรการต่างๆ ด้านการเงินให้กลุ่มเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างแท้จริง ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะต้องแยกกลุ่มอุตสาหกรรมรายย่อย และเอสเอ็มอีออกจากกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งมีปัญหาแตกต่างกัน" นายอุทัยกล่าว

สำหรับปัญหาการเมืองที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ชะลอตัวในช่วงนี้ คาดส่งกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะในปี 2556 อุตสาหกรรมท่องท่องเที่ยวเป็นภาคส่วนเดียวที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ ถึงแม้จะมีปัญหาการเมืองในประเทศในช่วงปลายปี แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยยังสูงกว่าเป้าหมาย คือมีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 26.7 ล้านคน คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท

แต่จากการเมืองในประเทศที่ส่อเค้ายืดเยื้อตลอดไตรมาสแรก ไปจนถึงต้นไตรมาส2 จะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) เฉพาะในเดือนม.ค.2557 ตัวเลขนักท่องเที่ยวลดลงไปถึง 400,000 คน และตัวเลขการจองทัวร์ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือนก.พ. ลดลง 50% อัตราห้องพักโรงแรม 5 ดาวในเขตกทม. ลดลงจาก 90%เหลือเพียง 30-40%

ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยวมีสัดส่วนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 10.54% ในปี 2556 ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญ เนื่องจากไม่มีต้นทุนและรายได้กระจายลงทุกภาคส่วน โดยในปี 2557 หากการเมืองในประเทศไม่ยืดเยื้อและรุนแรง คาดว่าการขยายตัวอาจถึง 13% แต่หากยืดเยื้อและรุนแรงกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว อาจขยายตัวได้เพียง 5%เท่านั้น โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะเป็นประเทศจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ส่วนนักท่องเที่ยวจากยุโรปยังมีการจองยอดทัวร์ เนื่องจากวางแผนล่วงหน้า แต่ก็ขึ้นกับเหตุการณ์ในประเทศที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อตลาดท่องเที่ยวกลุ่มยุโรปได้เช่นกัน