กูรูเสียงแตกถกบอร์ดกนง. "ลด-ไม่ลด"ดอกเบี้ย "อุสรา"มองคง กังวลเงินไหลออก สำนักวิจัยต่างชาติมองจ่อหั่นดอกเบี้ยหากการเมืองยังไม่คลี่คลาย
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ชาร์เตอร์ (ไทย) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วันที่ 22 ม.ค.นี้ ยังประเมินค่อนข้างยากว่า กนง. จะตัดสินใจ “คง” หรือจะปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้ว มองว่า กนง. ควรตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ระดับเดิม เพราะน่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่า
สาเหตุที่มองเช่นนั้นเพราะ ปัจจัยการเมืองในขณะนี้มีส่วนทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอยู่แล้ว ดังนั้นหากปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เงินทุนไหลออกเร็วขึ้น และกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก
"สถานการณ์ขณะนี้มันเปลี่ยนไปจากการประชุมครั้งที่แล้วมาก ในแง่อัตราแลกเปลี่ยนตอนที่ประชุมครั้งก่อนหน้า(27พ.ย.56) เงินบาทอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์ แต่ตอนนี้เงินบาทอ่อนลงมาแถว 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเหตุการณ์เรื่องการลดคิวอี(มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ) และการเมืองในประเทศ จะเห็นว่าเงินบาทอ่อนค่าค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ"น.ส.อุสรากล่าว
การที่เงินบาทอ่อนค่ายิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ เพราะไม่ว่าพลังงาน เช่น น้ำมันหรือวัตถุดิบบางประเภทต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้นการอ่อนค่าของเงินบาทยิ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้น ทั้งยังส่งผลต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยมองว่าเงินเฟ้อขณะนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ส่วนจะขึ้นเร็วหรือช้าต้องขึ้นกับสถานการณ์ค่าเงินบาทด้วย
"ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยดูแล้วยังไม่แน่นอน เพราะไม่รู้ว่าลดไปแล้วแบงก์พาณิชย์จะปรับลดตามหรือไม่ ดังนั้นการจะหวังให้เกิดการส่งผ่านเพื่อไปกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนจึงไม่ชัดเจนนัก แต่สิ่งที่ตามมาแน่ๆ คือ เมื่อลดดอกเบี้ยลงจะมีผลทางจิตวิทยาให้เงินบาทยิ่งอ่อนค่ามากขึ้น สุดท้ายมันวิ่งไปหาเงินเฟ้อเร็วมากขึ้น จึงมองว่าควรจะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน และหากต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ก็สามารถใช้มาตรการเยียวยาโดยตรงกับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบได้"น.ส.อุสรากล่าว
ชี้ครึ่งปีไม่มีรัฐบาลจีดีพีปีนี้ 3.5%
น.ส.อุสรา กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยธนาคารฯ ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ 4.7% โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามีรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรก และการส่งออกเติบโตได้ดีจากการที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งมีการลงทุนโดยตรงจากนักลงทุนต่างประเทศ(เอฟดีไอ) โดยเฉพาะญี่ปุ่นเข้ามาช่วย
อย่างไรก็ตาม หากภายในครึ่งแรกของปีนี้ ประเทศไทยยังไม่สามารถมีรัฐบาลได้ คงมีผลกระทบต่อการประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งการเติบโตอาจเหลือเพียง 3.5-4% เท่านั้น เพราะโดยปกติแล้วช่วงกลางปีจะเป็นช่วงที่มีการจัดทำแผนงบประมาณสำหรับปีต่อไป หากไม่สามารถจัดทำได้ทันก็อาจส่งผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งยังมีผลต่อความเชื่อมั่นทั้งการใช้จ่ายและลงทุนของประชาชนและภาคธุรกิจทั่วไปด้วย
"หากภายในกลางปียังไม่มีรัฐบาล คงทำให้ภาพที่เรามองออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะการลงทุนภาครัฐที่มองว่าจะดีเลย์จากครึ่งปีแรกมาอยู่ในครึ่งปีหลังอาจจะไม่มีแล้ว และยังมีผลต่อการทำงบประมาณสำหรับปี 2558 ด้วย ซึ่งปกติแล้วเดือนมิ.ย.หรือก.ค.จะเริ่มมีการพิจารณา และต้องผ่านเป็นกฎหมายอย่างช้า คือ เดือนก.ย. เพื่อให้ทันเบิกจ่ายในเดือนต.ค. ดังนั้นถ้าไม่มีรัฐบาลมาดูแลเรื่องนี้ ผลกระทบก็คงมีมากเช่นกัน"น.ส.อุสรากล่าว
นอกจากนี้ เอฟดีไอ จากประเทศญี่ปุ่นที่เขาสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก หากประเทศไทยยังไม่มีรัฐบาลที่มาดูแลเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ก็อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนเหล่านี้ได้ ที่สำคัญยังอาจมีผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยด้วย
"มีความเสี่ยงว่าจะกระทบต่อ Outlook ของประเทศได้ ถ้ากลางปีนี้ยังไม่สามารถมีรัฐบาลได้ ซึ่ง Outlook ที่หลายแห่งประเมินไว้ เขายังมีมุมมองเราเป็น Stable แต่ถ้าสถานการณ์ในประเทศยืดเยื้อจนกระทบการดำเนินนโยบาย อันนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันกระทบทั้งงบประมาณความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะเอฟดีไอของต่างชาติที่อาจชะลอออกไปด้วย"น.ส.อุสรากล่าว
ซีไอเอ็มบีชี้มีโอกาสดอกเบี้ยลด
นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ กนง. จะตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 2% ในการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีการชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่ กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลเศรษฐกิจจึงมีความเป็นไปได้สูง
ส่วนความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออกจากการลดดอกเบี้ยนโยบายนั้น เชื่อว่าผลกระทบคงมีไม่มากนัก เพราะการเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติส่วนใหญ่จะอิงกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งเงินที่ไหลออกในช่วงที่ผ่านมาก็เกิดจากการที่เศรษฐกิจโลกดูดีขึ้น โดยจะเห็นว่าการไหลออกของเงินทุนต่างชาติในประเทศไทยก็สอดคล้องไปทางเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาคด้วย จึงคิดว่าดอกเบี้ยที่ลดลงเล็กน้อยไม่น่าจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายในประเทศไทยมากนัก
นอกจากนี้ถ้าดูสถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่มีความกังวลกันมากในช่วงก่อนหน้านี้ ก็เริ่มดูมีเสถียรภาพมากขึ้น ดูแล้วหากดอกเบี้ยจะลดลงไปบ้างก็คงไม่กระทบต่อเสถียรภาพในส่วนนี้
"ดูแล้วพื้นฐานเศรษฐกิจไทยชะลอลงต่อเนื่อง ทั้งการบริโภคส่วนบุคคลและการลงทุนภาคเอกชน ต้องยอมรับว่าต้นปีมาสถานการณ์ทางการเมืองแม้ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ แต่ก็เป็นปัจจัยสำคัญ และนโยบายที่จะมาดูแลเศรษฐกิจ ก็มี 2 ส่วน คือ นโยบายการคลังกับนโยบายการเงิน เมื่อนโยบายการคลังไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ นโยบายการเงินก็น่าจะมีส่วนเข้ามาสนับสนุน"นายอมรเทพกล่าว
กสิกรไทยประเมินศก.ปีนี้โต 2.5-3.7%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ นั้นขึ้นอยู่กับเสถียรภาพจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต รวมถึงระยะเวลาในการมีรัฐบาลรักษาการ ว่ายาวนานเพียงใด โดยมองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้นอยู่ที่ระดับ 2.5-3.7%
"สิ่งสำคัญของเศรษฐกิจในปีนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามาว่าสามารถจัดตั้งได้รวดเร็วแค่ไหน และมีปัจจัยสำคัญอย่างมากในการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะหากมีการเลือกตั้งได้เร็วและมีเสถียรภาพ จะช่วยให้รัฐการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทำได้รวดเร็วมากขึ้น"
นอกจากนี้ การมีรัฐบาลใหม่จะช่วยให้มีการผลักดันนโยบายใหม่ๆ เข้ามา กระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งผลดังกล่าวจะช่วยให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทย เติบโตได้ถึง 3.7% และอาจผลักดันได้ถึงระดับมาตรฐานของเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพจะขยายตัวได้ 4.5% ต่อปีได้ แต่ในทางกลับกัน หากการเลือกตั้งมีอันต้องชะลอออกไป และรัฐบาลรักษาการมีอายุที่ยืดยาว ปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลกดดันต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง
นายเชาว์ กล่าวว่า สาเหตุเป็นเพราะรัฐบาลรักษาการ จะทำให้การจัดทำงบประมาณต่างๆ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงบประมาณประจำปี ที่จะไม่สามารถจัดทำได้แล้วเสร็จตามกำหนด ทำให้ต้องใช้ร่างงบประมาณของปี 2557 ต่อไป ซึ่งจะทำให้รัฐบาลใหม่มีงบประมาณในการดำเนินงานที่จำกัด ทำให้ขาดแรงกระตุ้นจากภาครัฐบาล และสิ่งดังกล่าวจะฉุดรั้งให้ภาคเอกชนไม่กล้าที่จะลงทุน เพราะยังเห็นแนวทางของรัฐบาล ยิ่งสร้างปัญหาการชะลอตัวมากขึ้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 2.5%
ต่างชาติชี้กนง.ส่อลดดอกเบี้ย
ด้าน โกลด์แมน แซคส์ ธนาคารชั้นนำของโลกจากสหรัฐ ได้เผยแพร่รายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ผลจากตัวเลขเศรษฐกิจอ่อนแอในปลายปี 2556 และที่สำคัญการเกิดความไม่สงบทางการเมืองแบบข้ามปี จะซ้ำเติมกิจกรรมการลงทุน และเศรษฐกิจโดยรวมในช่วงต้นปี2557 ทำให้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะใกล้ลง โดยลดจีดีพีไตรมาส 4 ปี2556และจีดีพีไตรมาส 1 ปี2557 ลง1%และ0%ตามลำดับ ทำให้จีดีพีทั้งสองไตรมาสดังกล่าวขยายตัว 1.1%ในไตรมาส4ปี2556 และ2.8%ในไตรมาส1ปีนี้ แต่ปรับเพิ่มจีดีพีช่วงครึ่งหลังปีนี้เล็กน้อย สะท้อนกิจกรรมการลงทุนฟื้นตัวขึ้นปานกลาง บนสมมุติฐานที่ว่าเกิดเสถียรภาพทางการเมืองมากขึ้น
โกลด์แมน แซคส์ยังลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงเล็กน้อย คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ 2.7%สิ้นปีนี้ และเงินเฟ้อหลักอยู่ที่ 1.5% และคาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงอีก ก่อนปลายไตรมาส1ปีนี้ โดยคาดว่าธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ก่อนสิ้นไตรมาส1 ซึ่งเป็นไปได้มากที่สุดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุม กนง. วันที่ 22 ม.ค.นี้
ทั้งนี้ คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับขึ้นอีกครั้งในปีหน้า หลังจากเศรษฐกิจเริ่มแสดงให้เห็นสัญญาณชัดเจนว่าฟื้นตัว ส่วนเงินบาทระยะกลางคาดว่าจะอ่อนลงเล็กน้อย และประเมินว่าเงินบาทในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า จะอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์จากเดิมคาดไว้ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ แต่พอถึงสิ้นปีหน้าเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาทได้
ด้าน มอร์แกน สแตนเลย์ ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของโลกสัญชาติสหรัฐ ห่วงว่าสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายขณะนี้ และไม่รู้จะจบอย่างไรจึงคาดการณ์ว่า กนง. จะยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.25% แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% หากความตึงเครียดทางการเมืองไม่บรรเทาหรือเบาลง









