การเมืองป่วน-เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว นายแบงก์เผยสัญญาณปล่อยสินเชื่อไฟเหลือง กังวลปัญหาหนี้เสีย แบงก์คุมเข้มปล่อยกู้-คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย
ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอน กดดันเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว ความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยลดลง Ringside สังเวียนหุ้น "กรุงเทพธุรกิจทีวี" ร่วมเกาะแนวโน้มการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงินว่าทิศทางจะเป็นอย่างไรผ่านมุมมอง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และเครดิตบูโร ในฐาะผู้รวบรวมข้อมูลสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมาประชาชนมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการปล่อยสินเชื่อของธนาคารลดลงไม่เป็นไปตามเป้า โดยช่วงต้นปีประเมินว่ายอดการปล่อยสินเชื่อจะอยู่ที่ระดับประมาณ 9-10% แต่ประเมินว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 8-9% เท่านั้น เนื่องจากความไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจน ทำให้ประชาชนระมัดระวังมากขึ้น
"ปี 2556 ถือว่ายอดการปล่อยสินเชื่อต่างๆ ทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เป็นไปตามเป้า เพราะคนระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากความไม่มั่นใจของประชาชนทั้งจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เศรษฐกิจที่ไม่ดีนัก รวมถึงการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน ทำให้ประชาชนชะลอการใช้จ่ายลง"นายชาติชาย กล่าว
ขณะที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะระมัดระวังการเกิดหนี้เสีย โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทยยอมรับว่า ได้มีการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยจะมีการตรวจประวัติการชำระหนี้ละเอียดมากขึ้น เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียในระบบ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาระดับหนี้เอ็นพีแอลในระบบไม่ได้สูงมากเหมือนช่วงในอดีตที่ผ่านมา โดยปัจจุบันระดับเอ็นพีแอลอยู่ที่ประมาณ 2% เท่านั้น
"เรามีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของโครงการรถยนต์คันแรกที่ผู้กู้ไม่สามารถผ่อนรถได้ต่อ ทำให้ส่งสัญญาณการเกิดหนี้เสียขึ้น ขณะที่ลูกหนี้รถคันแรกบางรายก็อยากที่จะซื้อบ้านแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะวงเงินกู้ไม่เพียงพอ อาทิ มีเงินเดือน 2 หมื่นบาท วงเงินที่จะผ่อนได้คือ 40% ของเงินเดือน ถ้าเราผ่อนรถไปแล้ว 6-7 พันบาท เหลือวงเงินที่สามารถผ่อนได้แค่พันกว่าบาทเท่านั้น ธนาคารก็ไม่สามารถปล่อยเงินกู้ให้คุณได้แล้ว เพราะมีความเสี่ยงที่สูงเกินไป"นายชาติชาย กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่า ภาวะตลาดสินเชื่อในปัจจุบัน เปรียบได้กับสัญญาณไฟเหลืองที่ประชาชนต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายให้มากขึ้น ส่วนสถาบันการเงินนั้น ได้มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว เนื่องจากบทเรียนวิกฤติการเงินในปี 2540 ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ระมัดระวังมากขึ้น
"ปัจจุบันมีระดับหนี้ที่ประมาณ 9 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อบ้าน 2.4 ล้านล้านบาท หนี้ธุรกิจ 1.4 ล้านล้านบาท และหนี้ในส่วนของธ.ก.ส. โครงการจำนำข้าวและอื่นๆอีก แม้ระดับหนี้เสียจะไม่สูงแต่เราก็ต้องระมัดระวัง เราจึงให้ไฟเหลือง เพราะให้เราตรวจเช็คตัวเอง และระมัดระวังในการใช้จ่ายให้มากขึ้น"นายชาติชาย กล่าว
ด้านนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) กล่าวว่า ข้อมูลที่เครดิตบูโรมีอยู่ในปัจจุบัน พบว่ามีทั้งหมด 68 ล้านบัญชีสินเชื่อ คิดเป็น 24 ล้านบัญชีลูกหนี้ เฉลี่ย 5 บัญชีสินเชื่อต่อ 1 บัญชีลูกหนี้ ในจำนวนบัญชีลูกหนี้ทั้งหมดนี้เป็นบัญชีลูกหนี้บัตรเครดิต 37% เป็นบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคล 30% เป็นบัญชีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 14% และเป็นบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัย 12% ซึ่งบัญชีสินเชื่อรถยนต์ มีจำนวนเพิ่มค่อนข้างมาก เพราะมาตรการรถยนต์คันแรก โดยได้เพิ่มจาก 10% มาเป็น 14%
ขณะที่ปัญชีหนี้เสียลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2540 มีระดับเอ็นพีแอลอยู่ที่ 47.4% ปี 2542 มีระดับเอ็นพีแอลอยู่ที่ 42% ขณะที่ปี 2556 ระดับเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2% เท่านั้น และประชาชนส่วนใหญ่มีความใส่ใจในการดูแลสุขภาพหนี้ของตนเองมากขึ้น โดยช่วงปี 2550 มีการเช็คอยู่ที่ 2 หมื่นรายการ ขณะที่ปี 2554 ตรวจสุขภาพหนี้ที่ 4.2 แสนรายการและปี 2556 มีการตรวจสอบ 4.6 แสนรายการ
"สถาบันการเงินส่วนใหญ่มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ขณะที่ตัวลูกหนี้เองก็ใส่ใจในการเช็คสุขภาพหนี้ของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน แม้ยอดหนี้เอ็นพีแอลในตอนนี้จะไม่สูงมาก แต่เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องตระหนักไว้ เพราะช่วงปี 2540 ที่เกิดวิกฤติ เป็นเพราะวิกฤติจากธุรกิจ แต่ตัวประชาชนไม่มีหนี้ พอเกิดวิกฤติก็กลับไปอยู่บ้าน เปิดท้ายขายของไป แต่ถ้าวันนี้เกิดวิกฤติจะแย่ทุกฝ่าย เพราะตอนนี้ประชาชนทุกคนหนี้คนละก้อนที่ต้องรับผิดชอบ ความเสียหายก็จะมากกว่า ไม่เหมือนปี 2540 แล้ว"
อีกปัจจัยที่เครดิตบูโรกังวล คือ การที่มีการพูดถึงกลุ่มที่มีรายได้ไม่มาก มีหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท และมีการค้างชำระจ่ายไม่ได้เกิน 90 วัน กลุ่มคนเหล่านี้น่าจะมีรายได้ไม่มาก อาจมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ต่อเดือนลงมาและเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการกู้ต่ำ มีโอกาสผิดนัดชำระสูง ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง หากเครดิตบูโรไม่ส่งสัญญาณ ก็จะเป็นอันตรายได้ในอนาคตการที่ได้รับรู้ข้อมูลก่อน จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยจะไม่ทำอะไรให้ผิดอีก ดังนั้นทั้งฝ่ายผู้ให้กู้และผู้กู้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ แม้ว่า ณ เวลานี้การผิดนัดชำระหนี้ยังถือว่าต่ำอยู่เมื่อเทียบกับยอดสินเชื่อที่ปล่อยไปของสถาบันการเงิน ซึ่งในระบบสถาบันการเงินได้มีการปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิตไปแล้วประมาณ 2.5-2.6 แสนล้านบาท มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 5-6 พันล้านบาท เท่านั้น ซึ่งอัตราการเพิ่มยังไม่มีอะไรเป็นนัยสำคัญ









