เหมือนละครหนึ่งเรื่องที่มีตัวละครหลายตัว ทีมๆ หนึ่งต้องประกอบไปด้วยคนที่ทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น และมีขีดความสามารถที่แตกต่างกัน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างโกลาหลของโลก แม้กระทั่งวิชาความรู้ของนักกฏหมายยังต้องมีการ "เคาะสนิม" และ "พัฒนา" และถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับไทยพาณิชย์หรือ SCB ธนาคารที่โดดเด่นด้วยพลังของสีม่วง พร้อมกับโลโก้ใบโพธิ์ที่ใครต่อใครต่างคุ้นเคย
"สำนักงานกฏหมายของเราต้องดีที่สุดในบรรดาสถาบันการเงินด้วยกัน "
บดินทร์ อัศวาณิชย์ กรรมการ กรรมการบริหาร รองผู้จัดการ กลุ่มงานกฏหมาย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าถึงปณิธานของเขาในวันที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำทัพส่วนงานกฏหมายของ SCB ซึ่งในเวลานี้มีนักกฏหมายและพนักงานจำนวน 260 คน
และเพื่อความสำเร็จ ก็คงหนีไม่พ้นการพัฒนา เพิ่มทักษะขีดความสามารถให้กับนักกฏหมายที่อยู่ภายใต้การดูแล
บดินทร์ กล่าวว่าที่ผ่านมา สำนักงานกฏหมายของ SCB มีการจัดโครงการอบรมให้ความรู้ พัฒนาศักยภาพให้กับนักกฏหมายเป็นจำนวนมากและหลากหลาย (กระทั่งในเรื่องของการแต่งหน้า การเข้าสังคมก็ยังมี) และดำเนินการใน 2 รูปแบบ
รูปแบบแรก ก็คือ Top Down ซึ่งหมายถึง การที่ตัวเขาเองเป็นผู้คิดและวางแผนจัดโปรแกรมหรือหลักสูตรขึ้นมาเพื่อให้ลูกทีมเข้ารับการอบรม ส่วนรูปแบบที่สอง ก็คือ Bottom Up เป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานขนขวายหาความรู้ที่ตัวเองสนใจอยากศึกษาเพิ่มเติม รวมทั้งยังมีการแชร์หรือแบ่งปันให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ อีกด้วย
ล่าสุด มีการอบรมหลักสูตรที่ชื่อว่า "SCB Litigation Academy : เทคนิคการดำเนินคดีชั้นสูง"
หลักสูตรนี้อยู่ในรูปแบบTop Down ที่บังคับให้ทนายว่าความในทีมทุกคนต้องเข้ารับการอบรม ห้ามขาดลามาสาย หรือหากมีก็ต้องมีเหตุผล หรือมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น
"ในรอบ 5-6 ปี ประเทศไทยเรามีกฏหมายเกี่ยวกับวิธีการว่าความใหม่ๆ ออกมาหลายฉบับ ซึ่งวิธีปฏิบัติ เรื่องเกี่ยวกับทางศาล แม้กระทั่งที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเดินเอกสารมันเปลี่ยนใหม่ไปจากเดิมทั้งหมด ผมคิดว่าเป็นการดีที่จะให้ผู้ที่รู้จริงมาช่วยบรรยายให้ทนายว่าความของเราที่มีอยู่ร่วม 100 คนได้ฟัง"
หลักสูตรดังกล่าวประกอบไปด้วย 2 โมดูล สำหรับโมดูลแรก เป็นการรื้อฟื้นความรู้กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคาร ซึ่งจบสิ้นไปแล้วเมื่อปลายปี 56 ที่ผ่านมา ส่วนโมดูลถัดมานั้นจะว่าด้วยเรื่องของการว่าความล้วนๆ และได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 6 มกราคมนี้
"หลักสูตรของเราพิถีพิถัน เป็นแบบTailor-made โดยคัดเลือกวิทยากรที่อาวุโส มีประสบการณ์ เราไปขอท่านว่า นักเรียนที่เข้าฟังจะมีประสบการณ์ และทำงานอยู่แล้ว หลักสูตรที่สอนจึงไม่ควรสอนแบบเด็กนักเรียน แต่มีการปฏิบัติจริงอยู่แล้ว เราอยากได้อะไรที่ลึกซึ้ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพวกเขาในอนาคต"
บดินทร์บอกว่า หลักสูตรดังกล่าว (แทบทุกหลักสูตร) เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะไม่มีการวัดผล แต่เมื่อถามว่าอะไรคือ ความคาดหวังของเขาภายหลังจากการอบรม
"สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ การที่ทนายของเราทำงานได้ดีขึ้น มีระบบมากขึ้น เพราะอาชีพนี้ โดยเฉพาะการเป็นทนาย In-house ของธนาคารต้องมีการตอบสนองต่อองค์กร มีระเบียบ มีขั้นตอนต่างๆ มันถือว่าเป็นการฝืนธรรมชาติของทนายโดยทั่วไป ซึ่งปกติพวกเขาจะมีอิสระเสรี ทำงานเดี่ยวๆ โดยไม่มีลูกน้อง ไม่มีการคุมคน ไม่มีการบริหารจัดการ"
ที่สุดแล้วโครงการพัฒนานักกฏหมายต่างๆ มีการมองไกลหรือเชื่อมโยงไปถึงตัวเลขกำไรของ SCB มากน้อยเพียงไร
"สิ่งที่ผมจะพูดให้กับทีมได้ฟังตลอดก็คือ สิ่งที่ธนาคารทำลงไปเป็นค่าใช้จ่ายที่เยอะมาก แล้วคนที่ได้ประโยชน์จริงๆ คือ พวกเขา เพราะความรู้ที่ได้จะติดตัวเขาไปจนวันตาย จึงเป็นสิ่งที่เขาควรต้องขนขวายตักตวง"
อย่างไรก็ดี แม้ว่าในอดีตอาจจะไม่ใช่ แต่ในวันนี้รวมไปถึงวันข้างหน้า นักกฏหมาย ทนายความ ได้ถูกยกให้เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่มีอนาคตไกล และได้รับค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ..ในวงเล็บที่ว่าต้องเก่งดีมีคุณภาพจริงๆ
ถามว่าเวลานี้สถาบันการศึกษา ผลิตคนได้ตรงต่อความต้องการของตลาดหรือไม่ คำตอบของเขาก็คือ ในแง่ปริมาณแล้วอาจ "ใช่" หากแต่มาตรฐานอาจ "ไม่"
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะองค์กร หรือหน่วยงานใดย่อมต้องการคนเก่ง คนดีทั้งสิ้น แน่นอนว่า นักกฏหมาย ทนายความ จึงขึ้นแท่นเป็นอาชีพที่กำลังขาดแคลน ทั้งยังก่อให้เกิดสงครามการแย่งชิงตัว
บดินทร์เองก็ยอมรับว่า เป้าหมายต้องดีที่สุดของสำนักงานกฏหมาย SCB จำเป็นต้อง "ซื้อ" เช่นกัน
"เราไม่มีเวลาพอ การฝึกคนใหม่อย่างเดียวคงไม่ทัน เราลงทุนไปเยอะในการเสาะแสวงหาทนายมือดีๆ ซึ่งพวกนี้ค่าตัวแพงมาก แต่เมื่อเราอยากได้เขาเราก็ต้องสู้ ก็สู้กันแหลก ดังนั้น ผมเลยกล้าพูดได้ว่า ขีดความสามารถของทีมนักกฏหมายของเราเยี่ยมมาก กลุ่มงานกฏหมายของธนาคารไทยพาณิชย์เป็นกลุ่มงานกฏหมายที่ดีที่สุดของสถาบันการเงินในเมืองไทยในขณะนี้ ผมกล้าท้า"
แล้วอะไรคือ ตัวชี้วัดว่าความเก่งหรือเจ๋งของนักกฏหมาย ทนายความ
เขาอธิบายว่า ข้อพิจารณาก็คือ คนเก่งย่อมต้องจำและเข้าใจในข้อกฏหมาย ตัวกฏหมายได้เป็นอย่างดี ต้องเป็นคนที่คิดอ่านอย่างมีตรรกะ
"มันหมายถึง การจับประเด็นได้เร็ว ว่ากันว่าวิชากฏหมาย วิศวะ และเศรษฐศาสตร์ มีรากฐานเหมือนกันก็คือ การคำนวน คนที่คำนวนดี จะมีตรรกะดี ผมมักสอนลูกทีมตลอดว่า เวลารับงานมาเราจะต้องรู้จุดตายของเรื่องว่าอยู่ที่ไหน พวกที่มีตรรกะดีๆ มักจะจับได้ถูก เพราะตรรกะช่วยทำให้เรานำเอากฏหมายมาใช้ได้ดีขึ้น มันช่วยสร้างความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน"
ความกว้างเป็นอีกเรื่องสำคัญสำหรับนักกฏหมาย บดินทร์แนะนำต่อว่า การเป็นนักกฏหมายที่เก่งมีศักยภาพ คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดคือ ความเป็นคนละเอียด
"หากไม่ละเอียดก็จะทำงานผิดพลาด จะหลง จะหลุด แล้วต้องฝึกฝนอย่างไร สำหรับตัวผมเองโชคดีที่มีนายเป็นคนเก่งทั้งนั้น เวลาผมไปพรีเซนต์งานกับนายเหมือนเป็นการสอบไล่ทุกครั้ง เพราะเขาจะจี้เรา ถ้าเราคิดไม่รอบคอบก็โดนเขาตีตกม้าตาย แต่ถึงไม่มีใครมาว่าเรา เราก็จะอายตัวเอง การนำเสนอแต่ละครั้งจึงต้องผ่านการคิดทุกแง่ทุกมุม ผมถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอะไรที่ต้องหามาทั้งหมด เพราะเราคอนโทรลมันได้ แต่ข้อกฏหมายอาจเถียงกันได้ อาจมีความเห็นแตกต่างได้ ทุกวันนี้ถ้าคนในทีมจะมาพรีเซนต์อะไร ถ้าผมถามข้อเท็จจริงแล้วเขาตอบไม่ได้โดยไม่มีเหตุผล จะโดนผมอัดทันที"
ทั้งยังให้ข้อคิดดีๆ ว่าละครหนึ่งเรื่องนั้น ย่อมต้องมีทั้ง พระเอก พระรอง นางเอก นางรอง แม่บ้าน คนสวน ฯลฯ
นักกฏหมายมือทอง และเก๋าในเกมอย่างบดินทร์ บอกว่า การเป็นนักกฏหมาย เป็นทนายขององค์กรสำคัญที่สุดคือ การทำงานเป็นทีม ซึ่งแน่นอนว่าในทีมไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วยคนเก่งระดับฮีโร่ทุกคนไป
"ทีมๆ หนึ่ง จะมีแต่คนดี คนเก่งอย่างเดียวคงไม่ได้ เหมือนกับละคร ที่ต้องมีตัวละครหลายตัว ทีมๆ หนึ่งเองต้องประกอบไปด้วยคนทำงานหลากหลายฟังก์ชั่น มีขีดความสามารถที่แตกต่างกันไป มันขึ้นอยู่ตรงที่ว่าตัวผู้บริหารจะกำกับ หรือจ่ายบทให้ใครคนไหนไปทำอะไร"
แต่เพื่อความสำเร็จในปณิธานที่ต้องการให้สำนักงานกฏหมายของ SCB ดีที่สุด ภารกิจของบดินทร์ ก็คือการเดินหน้าพัฒนาคนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
"หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ธุรกิจธนาคารเปลี่ยนไปเยอะมาก การแข่งขันก็สูง ลักษณะการแข่งขันก็เปลี่ยนไป เราจะเห็นว่ามีธุรกิจใหม่ๆ หลายอย่างที่เมื่อก่อนเราไม่ทำเดี๋ยวนี้เราทำ และมีธุรกิจหลายอย่างที่เมื่อก่อนสถาบันการเงินไทยทำไม่เป็นมีแต่ธนาคารต่างชาติทำ แต่เดี๋ยวนี้เราก็ทำแล้ว"
และอีกปัจจัยสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าก็คือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี
" ทีมกฏหมายของSCB ได้จัดตั้งทีมขึ้นมาเพื่อดูเรื่องเออีซีโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่ศึกษาถึงกฏหมายของเออีซี ตรงนี้จะเป็นสมองให้กับธนาคารของเราในอนาคตข้างหน้า นอกจากนั้นเรายังส่งทีมงานไปศึกษากฏหมายในแต่ละประเทศในอาเซียน พร้อมไปกับการประสานกับส่วนงานราชการของเขา ตรงนี้เราเองก็มีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันกับศาลยุติธรรม และกับทางอัยการสูงสุด เพื่อไปประสานงานกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทักษะให้กับเราอีกทางหนึ่งอีกด้วย"
ถึงตรงนี้ บดินทร์บอกว่า ยังมีเรื่องทำอีกมากมาย ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะไม่ง่าย และต้องใจเย็นๆ









