"กิตติรัตน์"พร้อมแจง กกต.เงินกู้จำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท ย้ำกู้ตามมติ ครม.ก่อนยุบสภาฯ ไม่สร้างภาระผูกพันให้รัฐบาลใหม่
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าภายหลังรัฐบาลทำหนังสือไปสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับการขอกู้เงินจำนวน 1.3 แสนล้านบาทมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวปีการผลิต 2556/57 ว่าขณะนี้ตนกำลังรอการนัดหมายจาก กกต.เพื่อที่จะไปชี้แจงข้อมูลและความจำเป็นเกี่ยวกับการกู้เงินจำนวนนี้ รวมทั้งจะได้ชี้แจงและยืนยันกับ กกต.ด้วยว่าการกู้เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เป็นการสร้างภาระผูกพันใหม่ให้กับรัฐบาลต่อไปเนื่องจากเป็นการกู้เงินตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีการอนุมัติไว้ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมาให้กระทรวงการคลังมีหน้าที่จัดหาเงินมาใช้ในโครงการนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภาฯ
"ผมพร้อมจะไปชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เหมือนเรื่องที่เคยยื่นให้ กกต.พิจารณาไปก่อนหน้านี้เช่นเรื่องขอต่ออายุมาตรการลดภาษีฯดีเซล การขอซอร์ฟโลนอุตสาหกรรมภาคใต้ แต่ขณะนี้เรื่องจำนำข้าว กกต.ยังไม่ได้มีการนัดหมายให้เข้าไปชี้แจง อาจจะเป็นเพราะ กกต.เองก็มีภารกิจมาก และการชุมนุมปิดศูนย์ราชการก็ทำให้ กกต.เองต้องย้ายที่ทำการก็อาจจะยุ่งๆอยู่"
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า กรอบวงเงินที่1.3 แสนล้านบาท เป็นการขออนุมัติกรอบวงเงินส่วนจะมีการใช้เงินกู้เต็มจำนวนดังกล่าวหรือไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆเช่นการระบายข้าวด้วย ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 1.3 แสนล้านบาทก็ได้ เหมือนที่การดำเนินการในครั้งที่ผ่านมาการขอกรอบการกู้เงินในการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว 4.1 แสนล้านบาท ก็ไม่เคยใช้ถึงกรอบวงเงินดังกล่าว ส่วนการจ่ายเงินให้ชาวนาที่ได้รับใบประทวนไปแล้วขณะนี้ก็กำลังทยอยดำเนินการโดยใช้เงินจากการระบายข้าวยังไม่ได้ใช้เงินจากที่จะมีการขอความเห็นชอบจาก กกต.ในการกู้เงิน
สำหรับที่มาของเงินกู้ 1.3 แสนล้านบาทนายกิตติรัตน์กล่าวว่าขณะนี้ตลาดการเงินในประเทศมีสภาพคล่องสูง จนธนาคารกลางต้องออกพันธบัตรมาดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน ธนาคารต่างๆก็มีสภาพคล่องเพียงพอและมีการหาช่องทางในการไปลงทุนในที่ต่าง ซึ่งกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) หากรัฐบาลจะใช้สภาพคล่องของ ธ.ก.ส.ก็จะมีการเสนอผลตอบแทนทางการเงินที่ดีกว่าทางเลือกอื่นๆที่ ธ.ก.ส.จะนำสภาพคล่องไปลงทุนซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้อยู่เป็นปกติ และวิธีการจัดหาเงินมาใช้ในโครงการแบบนี่รัฐบาลนี้ก็เคยใช้ในการดูแลเงินที่ใช้ในโครงการประกันรายได้ของปีการผลิต 2554/2555 ซึ่งค้างมาจากรัฐบาลก่อนมาแล้วเช่นกัน
"ผมทราบว่าบางท่านไม่ชอบนโยบายนี้ แต่ขณะนี้เรื่องชอบหรือไม่ชอบไม่เกี่ยว เพราะเรื่องนี้คือนโยบายของรัฐบาล ที่ได้มีรการแถลงต่อสถาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แล้วเราก็ได้มีการปฏิบัติมาต่อเนื่อ งซึ่งก็มั่นใจว่าเป็นนโยบาที่ดีที่ดูแลชาวนาได้ ซึ่งแม้จะเป็นภาระต่องบประมาณอยู่บ้าง แต่ไม่ได้กระทบต่อกรอบวินัยการคลังที่ดี"นายกิตติรัตน์ กล่าว









