วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชูไก'มั่นใจโตไม่หยุดฉุดไม่อยู่

"ชูไก" มั่นใจโตไม่หยุดฉุดไม่อยู่ เรื่องของ CRANE ต้องใช้ความชำนาญ

จั่วหัวแบบนี้ มีความหมายแฝงอยู่อย่างน่าสนใจ เพราะมีทั้งชื่อบริษัท ชื่อหุ้น และชื่อผู้บริหารอยู่ในหัวเรื่องนี้..."ชูไก"หรือ บริษัท ชูไก จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ มีชื่อย่อว่า CRANE ทำธุรกิจให้บริการยก ประกอบ และติดตั้งเครื่องจักรและวัสดุหรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เพื่อการก่อสร้าง ด้วยรถเครน รถฟอร์คลิฟท์ รถยกตู้คอนเทนเนอร์ และเครื่องจักรอื่นๆ โดยผู้บริหารของชูไกที่ให้ข้อมูลคือ คุณชำนาญ งามพจนวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

"ถ้าผมอยากอยู่แบบสบาย ก็ไม่ต้องทำอะไร กำไรก็โตทุกปีอยู่แล้ว" คุณชำนาญกล่าวเช่นนี้เพื่อจะฉายภาพของธุรกิจการบริการจำหน่ายและให้เช่ารถเครนของชูไก ว่าเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทางเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้องให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นที่สุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์กว่า 23 ปี และมีความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ดีมาอย่างยาวนานอย่างชูไกมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และมียอดขายเติบโตทุกปี โดยในปี 2554 ยอดขายของชูไกโต 53.67% และปี 2555 ยอดขายโต 37.28% และคาดว่าในปี 2556 นี้น่าจะยังเป็นอีกปีหนึ่งที่บริษัทฯสามารถทำยอดขายเติบโตได้ดี

เมื่อเข้าไปดูงบการเงินของ CRANE ก็จะเห็นว่า นอกจากยอดขายจะเติบโตสูงแล้ว กำไรสุทธิก็โตมากด้วย โดยในปี 2554 ที่ยอดขายของชูไกโต 53.67% กำไรสุทธิโตอย่างก้าวกระโดดถึง 70.68% ส่วนปี 2555 ยอดขายโต 37.28% กำไรสุทธิโตถึง 94.21% อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 ทำบริษัทฯ ทำยอดขายเติบโตได้ที่ 11.33% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิมีอัตราการเติบโตลดลง 39.96% อันเป็นผลมาจากการตัดค่าเสื่อมราคา ประกอบกับความผันผวนของค่าเงินบาทในบางช่วง

คุณชำนาญบอกว่า "เรามองว่าอุตสาหกรรมนี้ยังไปได้อีกไกล จึงตัดสินใจลงทุนขยายรถเครนและเครื่องจักรเพิ่ม โดยล่าสุดเพิ่งซื้อรถเครนขนาดกำลังยก 1,250 ตัน เข้ามาใหม่ ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ทำให้เราสามารถรับงานได้ทุกรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การลงทุนเครื่องจักรใหญ่แบบนี้ ในช่วงปีแรกๆ จะต้องมีรายการทางบัญชีเรื่องค่าเสื่อมราคาเพิ่มเข้ามาพอสมควร ทำให้กำไรอาจจะไม่โตมาก ทั้งๆ ที่ยอดขายเติบโตอย่างโตเนื่อง แต่ค่าเสื่อมราคานี้จะลดลงทุกๆ ปีและจะทำให้การทำกำไรดีขึ้น"

หากมองกันในระยะยาวแล้วธุรกิจของชูไกมีลักษณะเฉพาะตัวที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากแม้ว่าจะถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง แต่ชูไกจะเน้นที่การให้บริการเคลื่อนย้ายวัสดุหรืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่หรือมีน้ำหนักมาก เรียกว่างานเช่า โดยกลุ่มลูกค้าจะเป็นบริษัทอุตสาหกรรมหนัก เช่นโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ตลอดจนโรงไฟฟ้า และโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อีกทั้งยังมีส่วนงานที่คอยให้คำปรึกษาและซ่อมแซมเครื่องจักรกลหนักใช้แล้ว ซึ่งเป็นความชำนาญเฉพาะด้านของชูไก และล่าสุด ตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา บริษัทฯยังได้เป็นเป็นตัวแทนจำหน่ายรถเครนใหม่ยี่ห้อ ZOOMLION จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยอีกด้วย

"ตอนนี้งานขายของเรากำลังไปได้ดีตั้งแต่เราได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่าย ZOOM LION ในปี 2554 ปัจจุบันชูไกเป็นตัวแทนจำหน่วยที่มียอดขายสูงที่สุดในเอเชียไปแล้ว" คุณชำนาญให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า "ตอนนี้สัดส่วนรายได้ของเรามาจากงานขาย 55% และมาจากงานเช่า 45% จะเห็นว่าในส่วนของงานขายแม้ว่าเป็นธุรกิจใหม่แต่ก็โตได้อย่างรวดเร็วมาก และมองว่าสัดส่วนรายได้แบบนี้มีความสมดุลดี เนื่องจากงานขายมีข้อดีคือทำได้ง่ายว่า เพราะเป็นการซื้อมาขายไป และโตได้เร็วแต่ข้อเสียคือมีความไม่แน่นอน เพราะต้องขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจและคำสั่งซื้อของลูกค้าซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ว่าช่วงใดจะมีคำสั่งซื้อมากหรือน้อย ในทางกลับกัน งานเช่าแม้จะมีลักษณะงานที่ยากกว่า เพราะต้องใช้ความชำนาญที่ค่อนข้างมาก แต่ข้อดีก็คือรายได้จะค่อนข้างแน่นอน เพราะมีลูกค้าประจำที่ต้องการใช้งานรถเครนของชูไกตลอดทั้งปี เนื่องจากบริษัทอุตสาหกรรมหนักต้องมีการปิดเพื่อซ่อมบำรุงประจำปีอยู่แล้ว"

เมื่อถูกถามถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องจักรใหม่กับเครื่องจักรเก่าและมาตรการรักษาความปลอดภัย คุณชำนาญอธิบายว่า โดยปกติแล้วถ้าเป็นรถเครนใหม่จะมีนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาที่ 15 ปี ในขณะที่รถเครนเก่าจะมีนโยบายการตัดค่าเสื่อมราคาที่ 7 ปี โดยอายุการใช้งานของรถเครนจะมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 30 ปีขึ้นกับการดูแลและซ่อมบำรุง โดยไม่ว่าเครื่องจักรจะใหม่หรือจะเก่า การซ่อมบำรุงโดยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และเมื่อการดูแลรักษาทำได้ดีพอความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการปฏิบัติงานก็จะน้อยมาก โดยบริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงกับเรื่องความปลอดภัย และจากการที่ธุรกิจนี้ต้องใช้ความชำนาญและการลงทุนมาก ส่งผลให้ผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันทำได้ไม่ง่ายนัก

รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของชูไก บอกด้วยว่า "เราไม่ค่อยกลัวเรื่องคู่แข่งที่จะเข้ามา เพราะนอกจากจะลงทุนสูงแล้ว ตัวงานยังมีเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย และเป็นธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ เพราะการใช้เครนยกของใหญ่ของหนักขึ้นไปสูงๆ ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเสี่ยงกับคนที่ไม่เคยใช้บริการกันมาก่อน เราเลยมองถึงโอกาสในการขยายงานต่อไปข้างหน้ามากกว่าจะมาคำนึงถึงการเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นหน้าใหม่ๆ"

"ช่วงนี้คนทั่วไปมักกล่าวถึงการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าถามว่าชูไกมีศักยภาพจะออกไปแข่งขันได้ไหม ตอบเลยว่าได้ และเคยไปรับงานที่ประเทศเพื่อนบ้านมาบ้างแล้ว แต่ถ้าถามว่าอยากออกไปไหมบอกได้เลยว่าตอนนี้เฉพาะงานในประเทศก็ค่อนข้างที่จะล้นมืออยู่แล้ว เลยอยากจะโฟกัสกับตลาดในประเทศเป็นหลักก่อนดีกว่า” ผู้บริหารหนุ่มเผยต่ออีกว่า “ถ้าแผนงานภาครัฐไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นปีที่เริ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานครั้งสำคัญของประเทศ และเป็นการลงทุนต่อเนื่องถึง 6-7 ปี ซึ่งอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างโดยภาพรวมจะต้องได้ประโยชน์แน่ๆ แต่ถ้าถามว่าชูไกจะได้ประโยชน์จากตรงนี้ยังไง ก็ต้องบอกว่าอาจจะไม่ได้ประโยชน์ตรงๆ เนื่องจากชูไกเน้นกลุ่มลูกค้าที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก ไม่ใช่การสร้างถนนหรือการสร้างระบบรางขนส่ง แต่การที่อุตสาหกรรมในภาพใหญ่โตขึ้น บริษัทจะต้องได้รับอานิสงส์ด้วยแน่ๆ เพราะลูกค้าที่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหนักไม่ว่าจะเป็นโรงงานปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน ตลอดจนโรงไฟฟ้าต้องทำงานหนักขึ้น งานในส่วนของการซ่อมบำรุงที่ชูไกจะได้ประโยชน์ก็ย่อมจะมีเยอะขึ้นเป็นเงาตามตัว"

แง่คิดที่ผู้บริหารทิ้งท้ายไว้ก็คือว่า โดยโครงสร้างของประเทศไทยแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการขยายโรงไฟฟ้าให้มากขึ้นในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันเราพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติสูงมาก ทำให้ปัจจุบันต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้านทุกปี ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว สิ่งที่รัฐบาลในอนาคตต้องทำก็คือ จะต้องสนับสนุนให้มีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานรูปแบบอื่นมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนโรงไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบใดก็ตาม ย่อมต้องการใช้บริการในส่วนของการเคลื่อนย้ายวัสดุอุปกรณ์ และการติดตั้ง ซึ่งชูไกจะเป็นผู้รับประโยชน์จากงานประเภทนี้ไปเต็มๆ ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นเจ้าของโครงการก็ตาม