วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นปิดกรุงจุดชนวนรัฐประหาร

หวั่นปิดกรุงจุดชนวนรัฐประหาร สภาที่ปรึกษาฯผวาทุบจีดีพีโต 2%

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจถกหน่วยงานรัฐ-เอกชนเห็นพ้อง การเมืองยืดเยื้อจนตั้งรัฐบาลไม่ได้ในปีนี้ อาจฉุดจีดีพีโตแค่ 2% เตรียมร่อนหนังสือถึงทุกพรรคการเมือง เสนอ 8 มาตรการรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญแก้ความขัดแย้งและฟื้นฟูเศรษฐกิจ-สังคม ขณะที่มธ. หวั่นม็อบปิดกรุงเทพ นำไปสู่การรัฐประหาร เตือนไม่เกิดผลดี สะท้อนผ่านปี 49 ทำไทยพลาดโอกาสเติบโต ประเมินนโยบายการคลังไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เหตุยังขาดรัฐบาลเข้ามาดูแล

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ได้จัดประชุมเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทยหลังรัฐบาลใหม่และข้อเสนอแนวทางการแก้ปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจปี 2557 จากวิกฤตการเมืองในประเทศ” ที่จัดขึ้น ณ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วานนี้ (10 ม.ค.) โดยเชิญหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าให้ข้อมูลเศรษฐกิจ

ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะรองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ กล่าวว่าที่ประชุมฯ ประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกปี 2557 ยังมีความเปราะบาง และมีสถานการณ์ความไม่แน่นอนสูง และไทยจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาจากผลกระทบทางการเมือง อาจทำให้เศรษฐกิจโตไม่ได้ 4-5% ตามที่มีการประเมินไว้

ทั้งนี้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯ ยังได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า หากวันที่ 2 ก.พ.มีการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในกลางเดือนมี.ค.2557 เศรษฐกิจปีนี้ มีโอกาสขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 4% แต่หากการเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง ยืดเยื้อจนถึงเดือน มิ.ย.2557 และยังหาข้อสรุปไม่ได้ จะเริ่มกระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีโอกาสที่เอกชนต่างชาติที่ได้สิทธิ์ในการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเลื่อนการลงทุนในไทยออกไป หรือเปลี่ยนแผนไปลงทุนในประเทศอื่นๆ แทน ส่วนสมมุติฐานที่ตั้งไว้คือกรณีที่การเมืองเลวร้ายที่สุด คือ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลภายในปีนี้ รวมทั้งเกิดเหตุการณ์พิเศษ เช่น ปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่คาดว่าจะไม่เกิดขึ้น และไม่อยากให้เกิดขึ้น จีดีพีจะขยายตัวได้เพียง 2%

“การไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นอกจากส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐ การผลักดันการส่งออกในเรื่องต่างๆ ”

ชง 8 ข้อเสนอส่งทุกพรรคการเมือง

นายธนิตกล่าวว่า บนสมมุติฐานมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. และจัดตั้งรัฐบาลได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ได้จัดทำข้อเสนอเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อให้กับพรรคการเมืองทุกพรรค เพื่อให้พรรคใดก็ตาม ที่เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล มีข้อมูลในการจัดทำนโยบายที่เหมาะสม ภายหลังการเลือกตั้ง โดยจะมอบให้ครบทุกพรรคให้เสร็จสิ้นภายใน 1 สัปดาห์ โดยข้อเสนอ จะครอบคลุมนโยบายด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและสังคมได้แก่

ด้านการเมือง ประกอบด้วย 1.นโยบายการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะต้องมีการกำหนดเป็นนโยบายของรัฐบาล ในการปฏิรูปสร้างความปรองดอง และยุติความขัดแย้ง จัดทำเป็นวาระแห่งชาติ โดยนำทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง หาทางออกร่วมกันในการยุติปัญหาความขัดแย้ง 2.รัฐบาลใหม่ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งของประชาชน โดยการไม่ออกกฎหมาย ระเบียบใดๆ รวมถึงการแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นชนวนเพิ่มความขัดแย้งของประชาชน

ส่วน นโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม ประกอบด้วย 1.มาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาการส่งออก จัดตั้งเป็น “คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศ” แก้ปัญหาการส่งออกให้ครบทุกมิติ ทั้งระยะ และสั้นระยะยาว 2.ช่วยเหลือสภาพคล่องของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงต่อเนื่องติดกันมา 2 ปี โดยให้เข้าถึงแหล่งทุนเพิ่มเติมอย่างเป็นรูปธรรม

3.มาตรการกู้ภาพลักษณ์ทางด้านท่องเที่ยว และช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเมือง 4.มาตรการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐ การใช้งบประมาณ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภาครัฐ

5.การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง โดยรัฐบาลใหม่ ต้องกำหนดเป็นนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรทำแค่เชิงสัญลักษณ์ 6.ทบทวนนโยบายรับจำนำข้าว ซึ่งใช้เงินจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างตลาดข้าว

7.ไม่นำนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำมาเป็นนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เพราะกระทบต่อต้นทุนของภาคเอกชน ส่งผลต่อขีดแข่งขัน รัฐบาลต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคี และเป็นไปตามอุปสงค์อุปทานของตลาดแรงงาน และ8.เร่งรัดการแก้ไขหนี้สินครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 81% ของจีดีพี ซึ่งส่งผลกระทบต่ออำนาจการซื้อของประชาชน

รัฐ-เอกชนชี้ปัจจัยลบรุมเร้าศก.

ด้านนางวิภารัตน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการส่วนแบบจำลองและประมาณการเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างประมาณการเศรษฐกิจปี 2557 โดยดูจากสถานการณ์ต่างๆ หลังจากที่ปลายปีก่อนคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้โตได้ 4% แต่ขณะนี้มีปัจจัยการเมืองเข้ามากระทบ หากปัญหายืดเยื้อและทำให้นักท่องเที่ยวลดลงมาก ก็จะทำให้จีดีพีโตได้ต่ำกว่า 4% และหากมีผลกระทบจากความล่าช้าทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการลงทุน. 2 ล้านล้านบาทเศรษฐกิจปีนี้ อาจโตเพียง 3.5%

นายบรรลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังดำเนินต่อไปและมีแนวโน้มที่ยืดเยื้อเศรษฐกิจปี 2557 จะขยายตัวได้ไม่เกิน 3.5% และหากการเมืองยืดเยื้อและมีความรุนแรงด้วย เศรษฐกิจจะโตต่ำกว่า 3%

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับการรายงานจากธนาคารพาณิชย์ว่า ปัจจุบันสัดส่วนการขอสินเชื่อใหม่เพื่อขยายการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ของภาคอุตสาหกรรม อยู่ในระดับต่ำกว่าการขอสินเชื่อเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักร ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก เนื่องจากสะท้อนว่าความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่จะลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ลดลง และทิศทางนี้จะส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการผลิตสินค้าของภาคอุตฯไทยในอนาคตได้

มธ.ห่วงปิดกรุงเทพจุดชนวนรัฐประหาร

ด้านนายภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า การปิดกรุงเทพมหานคร อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหารได้ ซึ่งกรณีนี้คงไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจมากนัก เพราะถ้าดูสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ช่วงที่ประเทศไทยมีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 จะเห็นว่าเศรษฐกิจขณะนั้น สูญเสียโอกาสการเติบโตไปค่อนข้างมาก

“หลังปฏิวัติเมื่อเดือนก.ย.2549 ปีรุ่งขึ้น เศรษฐกิจไทยสูญเสียโอกาสไปมาก เพราะเศรษฐกิจในย่านเอเชียปีถัดมาเติบโตได้ 5.3% เศรษฐกิจโลกโต 5.1% แต่เศรษฐกิจไทยโตเพียง 4.5% ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความกังวลค่อนข้างมาก เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมันมีต้นทุน เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายจะไม่เหมือนเดิม มีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาวได้ โดยเฉพาะถ้าการลงทุนภาครัฐไม่สามารถเกิดได้”

นายภาณุพงศ์กล่าวว่า ในช่วงที่ประเทศยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ นโยบายการคลัง คงไม่สามารถเข้ามาฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ และความล่าช้าของนโยบายการคลังนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและผู้บริโภคได้ ดังนั้นเศรษฐกิจปีนี้ อาจจะไม่เติบโตได้ตามที่เคยประเมินกันไว้

การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้มีการกำหนดตัวเลขที่ชัดเจน แต่เชื่อว่าตัวเลขที่สำนักวิจัยต่างๆ ได้ประเมินกันเอาไว้ อัตราการเติบโตจริงน่าจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ราว 1% เนื่องจากการประเมินส่วนใหญ่คงไม่ได้รวมผลกระทบในเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลต่อการเติบโตเศรษฐกิจไทยอย่างมากเข้าไปด้วย

เตือนลดดอกเบี้ยดันเงินไหลออกเพิ่ม

สำหรับในส่วนของนโยบายการเงินนั้น คงไม่สามารถเข้ามาชดเชยนโยบายการคลังได้ เพราะนโยบายการเงินมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพการเงิน และต้องไม่ลืมว่าดอกเบี้ยปัจจุบันเป็นระดับที่ต่ำอยู่แล้ว หากลดลงต่ำกว่านี้อีก อาจมีผลต่อเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ มองว่าดอกเบี้ยไม่ควรลดลง เพราะจะมีปัญหาเรื่องเงินทุนไหลออกตามมา ประกอบกับเงินเฟ้อเริ่มที่จะขยับขึ้นด้วยอย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่น่าจะหนุนให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ คือ การส่งออกน่าจะฟื้นตัวขึ้นแบบวีเชฟ ประกอบกับเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง จะเป็นผลดีกับผู้ส่งออก