2กูรูผ่ามุมมองตลาดหุ้นไทยปี"57 ผวาปัญหาการเมืองในประเทศยืดเยื้อ กดดันการลงทุน-เศรษฐกิจ-กำไรบจ.ทรุด บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดแนวรับ 1,220 จุด
เปิดศักราชใหม่ปี 2557 รายการ Ringside สังเวียนหุ้น “กรุงเทพธุรกิจทีวี” มีคำตอบถึงแนวโน้มการลงทุนตลาดหุ้นไทยว่าจะมีทิศทางอย่างไร ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงการเมือง และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย จากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว ผ่านมุมมอง 2 กูรู
การเมืองป่วน/ศก.โลกฟื้น เงินไหลออก
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า ตลาดหุ้นครึ่งปีแรกมีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสเกิดจุดต่ำสุดได้ เพราะการเมืองในประเทศยังไม่ชัดเจน แม้ที่ผ่านมาจะไม่มีผลต่อตลาดหุ้นมากนัก แต่การเมืองครั้งนี้ แม้จะไม่มีความรุนแรงเท่าครั้งอื่นๆ แต่ด้วยสถานการณ์ยืดเยื้อ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน
แต่เขามองว่าปัจจัยหลักที่กระทบตลาดหุ้นมากที่สุด คือ เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้น ส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ไปยังประเทศอื่นที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแทน อาทิ ยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน ช่วงปี 2556 เป็นช่วงที่เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงสุดมากกว่าช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2551
"ครึ่งแรกปีนี้ไม่ดีแน่นอน เพราะปลายปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวแดนลบ และมีแรงขายต่างชาติส่วนใหญ่ โดยจะมีทั้งการไหลออกของเงินไปยังประเทศอื่นๆ ทั้งยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น อีกปัจจัยหนึ่งคือ การเมืองไทยที่ยืดเยื้อ ไร้เสถียรภาพ นโยบายต่างๆ ชะงัก"
เลื่อนเลือกตั้งกระทบกำไรบจ.
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้ หากการลงทุน การเมือง และเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คาดกำไรบจ.จะเติบโต 13% โดยยังคงถูกผลักดันจากการบริโภค และการลงทุนภายในประเทศเป็นหลัก แต่คาดจะมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจพลังงาน และการส่งออก เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาหาร เป็นต้น
สัญญาณบวกต่อบรรยากาศการลงทุน คือ นักวิเคราะห์เริ่มปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ขึ้น หลังจากปีก่อนปรับลดต่อเนื่อง ถ้ากรณีเลวร้าย คือ ไม่มีการเลือกตั้ง การเมืองไร้เสถียรภาพ ไม่มีปัจจัยหนุนการลงทุน กำไรบจ.จะเติบโตจากปีก่อน 8%
มองแนวรับ1,220 แนวต้าน1,650 จุด
ประเมินจุดต่ำสุดของหุ้นปีนี้ไว้ที่ระดับพีอี 11.5 เท่า โดยมีแนวรับ 1,220 จุด และแนวต้าน 15.5 เท่า โดยมีจุดสูงสุดที่ 1,650 จุด ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดเดิมของปีก่อน
"เรามองว่า ค่าพีอีเฉลี่ยอยู่ที่ 13-14 เท่า ส่วนจุดต่ำสุดของปี 2557 อยู่ที่ 11.5 เท่า หรือ 1,220 จุด ส่วนจุดสูงสุดมองที่จุดเดิมคือ 1,650 จุด ไม่น่าจะทำนิวไฮได้" นายสุกิจ กล่าว
ตลาดหุ้นไทยน่าจะผ่านจุดเลวร้ายช่วงไตรมาสแรกปีนี้ จึงให้เพิ่มพอร์ตลงทุนต่อเนื่อง เพื่อรอทำกำไรช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ยอมรับความเสี่ยงด้านธุรกิจ ยังมีต่อเนื่องจนกว่าจะเห็นปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของนักวิเคราะห์ โดยยังชื่นชอบหุ้นที่เกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มากกว่าหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ ได้แก่ หุ้นปิโตรเคมี เดินเรือ อาหาร และพลังงาน ส่วนหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ ชื่นชอบกลุ่มไอซีที และวัสดุก่อสร้าง
ส่วนหุ้นที่ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง แนะนำให้ลงทุนปีนี้ คือ BBL, BLAND, CPF, DELTA, EGCO, PS, PSL, PTTEP, PTTCG, และ SCC
การเมืองป่วนกำไรบจ.ทรุด
ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้ เริ่มเห็นภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นชัดเจน เพราะปกติไตรมาสแรกของปี จะเป็นช่วงที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตสูงที่สุด โดยปีนี้คาดกำไรบริษัทจดทะเบียน จะเติบโต 13% หรืออยู่ที่ 9.1 แสนล้านบาท จากปีก่อนที่เติบโต 8% หากการเมืองยังยืดเยื้อไร้ข้อสรุป จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน และทำให้ตลาดหุ้นปรับลดลงต่อเนื่องได้
"ไตรมาสแรกถ้าการเมืองยืดเยื้อ จะกระทบเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน ความเชื่อมั่นการลงทุนหด การลงทุนภาครัฐไม่มี เพราะไม่แน่ใจว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ และกระทบกับผลประกอบการบจ.”
คาดปีนี้ดัชนีแตะ 1,670 จุด
บล.เอเซีย พลัส ประเมินจุดต่ำสุดปีนี้ไว้ที่พีอี 14 เท่า หรือมีแนวรับ 1,300 จุด และมีจุดสูงสุด 1,670 จุด โดยจะทำระดับจุดสูงสุดใหม่ สูงกว่าปีก่อนที่จุดสูงสุด 1,650 จุด
"ถ้ามีเลือกตั้ง มีการปฎิรูปประเทศ นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น ก็กล้าที่จะใช้จ่าย กล้าลงทุน"
ระดับพีอีที่ 14.5 เท่าของตลาดหุ้นไทย แม้จะปรับลดลงจากช่วงต้นปีที่ปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 18 เท่า แต่ราคาหุ้นยังไม่ถูกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว
ปี56ตปท.ถล่มขายหุ้นไทย2แสนล.
นายประกิต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ต่างชาติขายมากสุด ตั้งแต่รัฐบาลเริ่มพ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่างชาติขายต่อเนื่องกว่า 8 หมื่นล้านบาท และหากรวมทั้งปีต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 2 แสนล้านบาท จากพอร์ตลงทุนร่วมของต่างชาติตั้งแต่ปี 2552 ที่ 3.2 แสนล้านบาท หากหักลบกลบราคาหุ้นแล้ว ต่างชาติยังเหลือเงินที่จะเทขายได้อีก 8 หมื่นล้านบาท ถ้าการเมืองยืดเยื้อ ต่างชาติขายต่อแน่นอน
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าลงทุนปีนี้ ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร อาทิ DTAC, INTUCH,ADVANC กลุ่มอาหาร ได้แก่ CPF, TUF และกลุ่มปิโตรเคมี ได้แก่ PTTGC เป็นต้น









