ทองคำปี57เทรนด์ขาลง

ทองคำปี57เทรนด์ขาลง

ทองคำปี 2557 เทรนด์ขาลง หวังเปิดเทรดโกลด์ฟิวเจอร์ส 24 ชั่วโมงพยุงรายได้

ในปี 2556 การเคลื่อนไหวราคาทองปรับตัวลดลง 25% โดยราคาทองคำในตลาดโลก เปิดที่ราคา 1,675 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดที่ 1,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะอ่อนตัวลงมาแตะที่ระดับ 1,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่กรอบราคาทองคำในประเทศไทย จากราคา 24,000 บาทต่อบาททองคำ ราคาต่ำสุดที่ 17,800 บาทต่อบาททองคำ

หากพิจารณาเปรียบเทียบจากปี2554 ซึ่งเป็นปีที่ราคาทองคำปรับตัวสูงจุดสูงสุดประวัติการณ์อยู่ที่ 1,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และถือว่าในปีที่ 2556 ราคาทองคำปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุด 35% รวมทั้งเป็นปีแรกที่ราคาทองคำทรุดตัวลงครั้งแรกรอบ 12 ปี หลังจากเป็นขาขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี ซึ่งหลายคนมองว่าการปรับตัวลงในครั้งนี้ เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นวัฏจักรของราคาทองคำ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวราคาทองคำปี 2556 คือ เรื่องการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ จากการอัดฉีดสภาพคล่องทางการเงิน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ มาตรการคิวอี หลายครั้งมีการใช้กระแสข่าวการลดวงเงินเป็นตัวกดดันราคาทองคำ รวมทั้ง ทิศทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศยุโรป ก็มีบทบาทเหมือนกัน ขณะที่แรงเก็งกำไรของสถาบันการเงินขนาดใหญ่เกี่ยวโยงเป็นระยะ อย่างไรก็ตามปัจจัยทั้งหมด ก็ยังคงมีอิทธิพลกับแนวโน้มราคาทองคำต่อไป โดยเฉพาะใน 2557

จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการค้าทองคำ ประเมินแนวโน้มว่า ราคาทองคำปี 2557 ยังคงอยู่ในทิศทางขาลงต่อไปอีก หากไม่มีเหตุการณ์ที่ไม่คาดหรือ ปัจจัยหนุนที่จะผลักดันให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ โดยคาดว่ากรอบราคาทองคำในปีหน้าจะอยู่ที่ 1,000-1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศไทยก็จะอยู่ในกรอบ 17,000-21,000 บาทต่อบาททองคำ บนสมมติฐานที่กรอบของค่าเงินบาทแข็งค่าไม่เกิน 28 บาทต่อดอลลาร์ หรืออ่อนค่าไม่เกิน 32.50 บาทต่อดอลลาร์

บุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส ให้ความเห็นว่า ราคาทองในปี2557 คาดว่าจะยังอยู่ในขาลงต่อไปอีก โดยระยะสั้นจะมีความผันผวน หรืออาจจะทรงตัว ไม่หวือหวา โดยราคามีโอกาสจะลงไปที่แตะที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างจริงจัง

กระแสเงินทุนก็จะโยกไปลงทุนในสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่เชื่อว่าราคาทองคำไม่น่าจะต่ำไปกว่าระดับดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นราคาต้นทุนหน้าเหมืองที่มีการผลิตกันอยู่แล้ว และเมื่อใดที่ราคาทองคำอ่อนตัวลงมา ผู้ผลิตก็จะชะลอการขุดทอง ดังนั้น เมื่อซัพพลายน้อยลง แต่ดีมานด์เท่าเดิม ทำให้ประเมินว่าทิศทางของราคาทองคำ คงไปไหนไม่ได้ไกล ถึงแม้จะปรับขึ้นมาได้ ก็ไม่เกิน 1,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

"ปี 2556 นักลงทุนส่วนใหญ่จะขาดทุนเพราะราคาลดลง 25%และราคาทองคำเข้าสู่วงจรขาลงอย่างแท้จริง และยังไม่สามารถประเมินว่าจะอยู่ในสภาพแบบนี้อีกนานแค่ไหน แต่ในอนาคต มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แต่ต้องใช้เวลาตามรอบวัฏจักรของการเคลื่อนไหวราคาทองคำ"

เขาบอกว่า ถ้าราคาทองคำปรับตัวลงถึงระดับแนวรับสำคัญที่ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์นั้น หากเทียบกับราคาทองคำในปัจจุบันที่ยืน 1,220 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก็ถือว่ามีโอกาสปรับลงไม่ถึง 10% ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนจากนี้ไป แนะนำให้ลงทุนระยะสั้น และเล่นรอบได้เท่านั้น

ในฝั่งของด้านการบริหารงานของการดำเนินของธุรกิจค้าทองคำ เมื่อเห็นสัญญาณเป็นแนวโน้มราคาขาลง ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัวเตรียมแผนรับมือกัน โดยเฉพาะ บริษัทออสสิริส วางแผนที่จะหันไปใช้ช่วงเวลาที่ซบเซา เน้นการพัฒนาบุคลากร และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น โดยจะเน้นที่สินค้ามูลค่าไม่สูง สามารถกระจายได้อย่างทั่วถึง

ขณะที่ ธุรกิจในตลาดอนุพันธ์นั้น บุญเลิศกล่าวยอมรับว่าปี 2556 บริษัทอาจจะต้องประสบภาวะการขาดทุน หลังจากที่ราคาทองคำลดลง ทำให้ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (โกลด์ ฟิวเจอร์ส) ไม่ได้รับความสนใจ และมีอัตราที่ลดลงมากกว่า 30%

สอดคล้องกับ ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ ฟิวเจอร์ส บอกว่า แนวโน้มราคาทองคำปี 2557 น่าจะยังเป็นขาลงต่อเนื่อง เพราะไม่มีปัจจัยที่จะเกื้อหนุนให้ขยับขึ้นได้ ส่วนปัจจัยเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเข้าสู่ภาวะการฟื้นตัว ทำให้คนที่เคยนำเงินมาลงทุนในทองคำ หันไปลงทุนสินทรัพย์ประเภทอื่นที่น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

"สิ่งสำคัญหากมีการประกาศถอนมาตรการคิวอี คาดว่าราคาทองคำจะลดลงไปแตะที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุด และอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนกว่าราคาจะกระเตื้องขึ้นมาได้แต่ขยับไม่เกิน 15-20% โดยคาดว่าน่าจะได้เห็นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2557”

ณัฐพงศ์ บอกว่า ธุรกิจโบรกเกอร์ในตลาดอนุพันธ์นั้น ปี2556 ปริมาณการซื้อขายโดยเฉพาะสินค้าโกลด์ ฟิวเจอร์ส ลดลงจากปีก่อนประมาณ 50% ดังนั้น ผลประกอบการในธุรกิจนี้ จึงออกมาไม่ดีนัก

ขณะเดียวกันก็มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาของการพัฒนาระบบการซื้อขายรูปแบบใหม่ ซึ่งตลาดอนุพันธ์จะนำมาใช้ประมาณกลางปี 2557 โดยเป็นระบบดังกล่าวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ ส่วนหนึ่ง เพื่อการรองรับการซื้อขายโกลด์ ฟิวเจอร์ส ตลอด 24 ชั่วโมง จากปัจจุบันมีการซื้อขายได้ถึงเวลา 22.30 น.ดังนั้น หากขยายเวลาได้ตามแผน เชื่อว่าปริมาณการซื้อขายก็จะเพิ่มขึ้น และสามารถช่วยสนับสนุนให้รายได้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปี2556 สินค้าประเภทอนุพันธ์ จะมีความคึกคักมากกว่าโกลด์ ฟิวเจอร์ส แต่ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมที่น้อยกว่า ทำให้การสร้างรายได้ไม่สามารถครอบคลุมกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เชื่อว่าภาพรวมผลประกอบการของกลุ่มโบรกอนุพันธ์ในปีนี้น่าจะลดลง

"เราคาดหวังว่า เมื่อขยายเวลาเปิดเทรดโกลด์ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้น น่าจะทำให้รายได้และกำไรดีขึ้น หลังจากปี 2556 ที่ซบเซา อย่างไรก็ตาม การขยายเวลาเทรดจะช่วยให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้ตามสถานการณ์ที่มีผลกระทบ เพราะที่ผ่านมานักลงทุนไทยจะเสียเปรียบเพราะทุกครั้งที่เฟดแถลงนโยบาย ที่มีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาทอง จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาดโกลด์ ฟิวเจอร์สของไทย ปิดทำการทำให้นักลงทุนไม่สามารถปรับพอร์ตได้ทันเวลา"

ขณะที่มีข้อมูลตอกย้ำให้เชื่อว่า ราคาทองคำเข้าสู่ภาวะขาลง ก็คือ ข้อมูลจากเว็บไซด์ข่าวต่างประเทศระบุว่า นักลงทุนเทขายหน่วยลงทุนกองทุนตราสารทองคำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2556 หลังราคาทองคำเข้าสู่ช่วงขาลงครั้งใหญ่สุดในรอบ 32 ปี และมีแนวโน้มต่อเนื่องถึงปีหน้า

โดยการถือครองทองคำโดยกองทุนตราสารทองคำรายใหญ่ที่สุด 14 แห่ง ลดลง 31% มาอยู่ที่ 1,813.7 ตัน และเป็นปีแรกที่การถือครองทองคำลดลงนับแต่เริ่มก่อตั้งกองทุนตราสารทองคำขึ้น ครั้งแรกในปี 2546 การเทขายทองคำดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าทองคำที่ครองโดยกองทุนประเภทดังกล่าวลดลงแล้ว 69.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุด นับแต่ปี 2524 นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า การเทขายทองคำในปี 2556 อาจอยู่ที่ 311 ตัน ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกลดลงต่อเนื่องในปีหน้า

บทสรุปราคาทองคำในปี2557 เข้าสู่โหมดแบร์มาร์เก็ตอย่างแท้จริง เพราะประเมินจากมุมมองของบรรดาผู้เชี่ยวชาญแล้วมีความเห็นที่อยู่ในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการลงทุนในทองคำจากนี้ไป คงจะไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าสนใจ เหมือนเช่น 3-4 ปีที่ผ่านมา