ไม่มีปัจจัยบวกใหม่หลังจบ TRUEIF
ประเด็นข่าว
- รายงานข่าวระบุ การเสนอขายหน่วยลงทุนกองทุนรวม TRUEIF สิ้นสุดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.56 มูลค่ารวม 58,080 ล้านบาท มีนักลงทุนทั่วไปได้รับการจัดสรรหน่วยลงทุนสัดส่วน 46% เราตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า TRUEIF มีสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนแบ่งเป็น TRUE ถือหน่วยลงทุน 33% นักลงทุนสถาบัน 21% และ นักลงทุนทั่วไป 46%
ผลกระทบ
- ปรับมูลค่าเหมาะสมเป็น 7.20 บาทสะท้อนเพิ่มสัดส่วนการถือ TRUEIF การเข้าถือหน่วยลงทุนของ TRUEIF สัดส่วน 33% รวมกับการขายหุ้นของบริษัทย่อย 8 แห่ง ทำให้ TRUE ได้รับเงินสดสุทธิ 4.4 หมื่นล้านบาท เรามองว่าเงินสดที่ได้รับน้อยลงจากการถือหน่วยลงทุนใน TRUEIF เพิ่มจากเป้าหมายเดิมจะเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้น TRUE ในระยะสั้น นอกจากนี้เราไม่เห็นปัจจัยบวกใหม่ต่อปัจจัยพื้นฐาน TRUE หลังจบประเด็น TRUEIF เราปรับมูลค่าเหมาะสมของ TRUE ลงเป็น 7.20 บาท สะท้อนการเพิ่มสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 33% จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 7.80 บาท (กรณีถือหน่วยลงทุน 18%)
- กำไรจากการขายทรัพย์สินยังไม่รวมในประมาณการ เราประเมิน กำไรจากการขายทรัพย์สินฯและการขายเสาโทรคมนาคม ให้ TRUEIF เป็น 2 กรณี (1) กรณีที่ดีสุด (รวมเสา) คาดว่า TRUE จะบันทึกกำไรหลังหักภาษีราว 2.6 หมื่นล้านบาท และ (2) กรณีไม่รวมมูลค่าของเสาโทรคมนาคมอีก 6 พันต้น เราคาดว่าจะบันทึกกำไรหลังหักภาษีราว 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรายังไม่ได้รวมกำไรดังกล่าวไว้ในประมาณการ
- TRUE จะมีเงินปันผลจาก TRUEIF การเข้าถือหน่วยลงทุนสัดส่วน 33% เราประเมินว่า TRUE จะมีเงินปันผลรับจาก TRUEIF ปี 2557 ประมาณ 1.6 พันล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้น 0.12 บาท และตั้งแต่ปี 2558 คาดว่าจะรับรู้เงินปันผลลดลงเป็น 1.3 พันล้านบาท คิดเป็นมูลค่าต่อหุ้นราว 0.09 บาท ทั้งนี้ เรายังคงติดตามประเด็นการบันทึกบัญชีการถือหน่วยลงทุนของ TRUEIF ว่าจะเป็นวิธีตามราคาทุนหรือราคาตลาด ซึ่งหากบันทึกตามราคาตลาดจะมีผลกระทบจากการขึ้นลงของราคา TRUEIF หลังเข้าตลาดในวันที่ 27 ธ.ค.นี้









