วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองทุบ! หุ้นดิ่ง บาททรุดในรอบ4ปี

"ค่าเงิน-ตลาดหุ้น"ยังทรุด"บาท"หลุดแตะ 32.71 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนสุดรอบ 4 ปี "อุสรา"เตือนแนวโน้มต้นปี"57 ส่อแตะ 34 บาท/ดอลลาร์ การเมืองป่วน

สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไร้ทางออก รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่าในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จะยังคงมีการเลือกตั้งหรือไม่ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐเปิดตลาดเช้าวานนี้ (23 ธ.ค.) อ่อนค่าลงทันทีมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 32.69-32.71 บาทต่อดอลลาร์ และระหว่างวันอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ซึ่งถือเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 4 ปีนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2553 ก่อนกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยมาปิดตลาดที่ระดับ 32.66-32.68 บาทต่อดอลลาร์

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่าบาทอ่อนค่าจากปัจจัยการเมืองที่ยังไร้เสถียรภาพ รวมทั้งสถานการณ์ต่างประเทศ ส่วนแนวโน้มเงินบาทหลังจากเปิดปีใหม่มีโอกาสที่จะเห็นอ่อนค่าหลุด 33 บาทต่อดอลลาร์ได้

"ตลาดค่อนข้างบาง วอลุ่มน้อย ทำให้ค่าเงินสวิงขึ้นลง พอมีแรงซื้อมาก็เด้งที เพราะเข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสที่ตลาดต่างประเทศจะหยุดกันแล้ว แต่ไม่เห็นสัญญาณว่าแบงก์ชาติเข้ามาดูแล เพราะเรายังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินภูมิภาค แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้น่าจะเคลื่อนไหวแคบๆ ระดับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ ยังเป็นแนวต้านสำคัญไม่น่าจะหลุดไปได้ แต่หลังปีใหม่คงได้เห็น 33 บาทต่อดอลลาร์ไม่ยาก"

นางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า ค่าเงินบาทไทยมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจัยในประเทศเป็นเรื่องการเมืองที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไร ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศ คือ การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง

"ที่น่าสังเกต คือ แม้นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มเทขายสินทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการเทขายแบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่ได้ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นชัดเจน ซึ่งเงินดอลลาร์เพิ่งจะมาแข็งค่าชัดเจนในช่วงที่ เฟด ประกาศลดคิวอี ดังนั้นทันทีที่มีความชัดเจนว่า เฟด กำลังจะเริ่มต้นลดคิวอีในต้นปีหน้า ก็มีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงได้อีก"นางสาวอุสรา กล่าว

นางสาวอุสรา กล่าวด้วยว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าไปแตะ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ แต่เศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว น่าจะทำให้การส่งออกปรับตัวดีขึ้น และได้อานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนลง ก็อาจทำให้เงินทุนต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในไทยใหม่ได้อีกรอบ แต่ทั้งนี้ปัญหาการเมืองต้องมีความชัดเจนขึ้น เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าที่ราว 31.5-32 บาทต่อดอลลาร์ได้

"ช่วงครึ่งปีแรกมองว่า เงินบาทยังเป็นทิศทางที่อ่อนค่า โดยมีโอกาสที่จะอ่อนลงไปแตะระดับ 33-34 บาทต่อดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย แต่ก็มีโอกาสกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี โดยได้อานิสงส์จากการส่งออกที่ดีขึ้น แต่ก็หวังว่าการเมืองช่วงนั้นจะคลี่คลายลงแล้ว เพราะหากการเมืองยังไม่คลี่คลายลง กระแสเงินทุนไหลกลับอาจเข้าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าที่จะเข้าประเทศไทย"นางสาวอุสรา กล่าว

ด้าน นายแอนดี จี นักวิเคราะห์สกุลเงินเอเชียของคอมมอนเวลธ์ แบงก์ ออฟ ออสเตรเลีย กล่าวว่า ความวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจกระตุ้นให้นักลงทุนขายบาทเพื่อประกันความเสี่ยง เนื่องจากตลาดมีมุมมองเชิงลบเกี่ยวกับแนวโน้มของบาทซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากความไร้เสถียรภาพภายในประเทศ

สอดคล้องกับนายซาโตชิ โอคากาวา นักวิเคราะห์ สูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น ที่มองว่า บาทอ่อนเกิดจากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังไม่ยุติลง รวมทั้ง เผชิญแรงกดดันหลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า จะเริ่มลดอัตราการซื้อสินทรัพย์ รายเดือนโดยเริ่มในเดือนม.ค. ปีหน้า

การเมืองขย่มหุ้นร่วงอีก 16 จุด

ส่วนบรรยากาศตลาดหุ้นส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน จนกระทั่งปิดตลาดที่ระดับ 1,326.14 จุดลดลง 16.58 จุด หรือ 1.23% มีปริมาณการซื้อขายรวม 24,868 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 835 ล้านบาท

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทย สวนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ส่วนมากปรับขึ้น โดยปัจจัยกดดันหลักๆ ยังคงมาจากสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ที่ส่งผลให้นักลงทุนยังมีความกังวล และมีแนวโน้มที่นักลงทุนต่างชาติยังเทขายต่อ อีกทั้งค่าเงินบาทยังอ่อนค่าลง อยู่ที่ 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี จึงทำให้มีเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง

"ก่อนหน้านี้ คาดการณ์ไว้ว่าตลาดหุ้นไทยจะมีแรงซื้อจากกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) จะเข้ามาช่วยเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักอีก แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมือง ทำให้เกิดการชะลอ เพื่อรอดูจังหวะลงทุน สำหรับแนวโน้มวันนี้ (24 ธ.ค.) มองแนวรับอยู่ที่ระดับ 1,310-1,315 จุด และแนวต้านอยู่ที่ระดับ 1,335 จุด"

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทำให้ในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของปี 2557 ได้

ทั้งนี้ เนื่องจากการเมืองยังมีความวุ่นวายอยู่ ซึ่งคาดว่าจะประเมินอีกครั้งในเดือนก.พ. 2557 โดยจะรอให้บริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายดัชนีให้เรียบร้อยก่อน และคงต้องรอดูว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. หรือไม่ โดยอยากให้การเมืองมีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสเพราะไทยมีคู่แข่งหากยังมีความวุ่นวายทางการเมืองต่อเนื่อง นักลงทุนจะย้ายการลงทุนไปประเทศคู่แข่งแทน

นายจงรัก รัตนเพียร ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปีหน้านักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดพัฒนาแล้วที่ได้เปรียบตลาดเกิดใหม่ เช่น สหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ขณะที่การลงทุนในยังต้องจับตาปัจจัยทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ส่วนดอกเบี้ยนโยบายคาดทรงตัว 2.25% ไปจนถึงช่วงไตรมาส 2/2557 ก่อนจะขยับขึ้น

เขากล่าวว่า ตลาดหุ้นเองยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ โดยประเมินปีหน้าดัชนีที่ระดับ 1,520 จุด หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจยังเป็นกลุ่มส่งออก สินค้าโภคภัณฑ์ และอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว ขนส่ง

ด้าน นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า ดัชนีน่าจะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงที่เหลือของเดือนที่ระดับ 1,350-1,400 จุด หลังจากได้ปรับตัวลงกว่า 5% ในเดือนพ.ย. เทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนมุมมองปีหน้า หุ้นมีโอกาสผันผวนในระยะสั้นจากการเมืองที่ยังไม่แน่นอน โดยคาดดัชนีปีหน้าจะอยู่ที่ 1,400-1,650 จุด