"บัณฑิต"เตือนเอกชนรับมือต้นทุนการเงินเพิ่ม "เฟด"หั่น"คิวอี"กดดันทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ทำดอกเบี้ยระยะยาวพุ่ง ฟันธงศก.ไทยปี"57ยังไม่ฟื้น
นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานคณะกรรมการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2557 ถือเป็นปีที่ท้าทายการดำเนินงานของทั้งภาคธุรกิจและหน่วยงานทางการเป็นอย่างมาก เพราะปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงใน 2 ด้าน คือ ความผันผวนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และผลกระทบจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ มีผลต่อต้นทุนการเงินและการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย
สำหรับในเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดนั้น ก็คือ การลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ(คิวอี)ลง ซึ่งล่าสุดแม้ว่า เฟด จะมีมติให้ลดการทำคิวอีลงเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในต้นปีหน้า หรือลดลงจากระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเดือนละ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ระดับการลดจะไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการส่งสัญญาณว่า นโยบายการเงินของเฟดเปลี่ยนไป
"จริงๆ ขนาดที่ลดไม่ได้สำคัญ เพราะที่สำคัญ คือ คนมองว่านโยบายการเงินของเฟดเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อตลาดการเงินรับรู้ว่า จากนี้ไปเฟดจะเริ่มลดขนาดของคิวอีลงเรื่อยๆ หมายความว่าสภาพคล่องการเงินโลกเริ่มลดลง เขาก็เริ่มปรับฐานะการลงทุนในทันที"
นายบัณฑิต ยังบอกด้วยว่า เมื่อนักลงทุนเริ่มปรับวิธีการลงทุน ผลกระทบที่ตามมา คือ สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่ามีความเสี่ยงน้อยก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินเริ่มสูงขึ้น เป็นที่มาซึ่งทำให้เกิดการถอนการลงทุน ดังนั้นเงินทุนที่เคยไหลเข้า ก็คงไหลกลับออกไป
สำหรับเงินทุนที่ไหลออกนั้น นายบัณฑิต เชื่อว่าจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับเสถียรภาพเศรษฐกิจ เพราะสภาพคล่องในระบบการเงินจะเริ่มลดลง ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวเพิ่มขึ้น จึงอาจเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนและภาครัฐปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตรงนี้จึงถือเป็นความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจ
"ความท้าทายของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจในปีหน้าอยู่ที่ว่า ทำยังไงให้ตลาดมีความมั่นใจว่า สภาพคล่องทางการเงินทั้งในรูปเงินบาทและเงินดอลลาร์มีเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวในปีหน้าได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ขณะเดียวกันก็สามารถดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ อันนี้ถือเป็นความท้าทายแรก"นายบัณฑิตกล่าว
ส่วนปัจจัยเสี่ยงเรื่องการเมืองนั้น ในปีหน้าหลายคนมองว่า ช่วง 3-6 เดือนแรก ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังมีอยู่ ซึ่งประเด็นนี้มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นเงินของนักลงทุนต่างชาติที่คิดกันว่าจะไม่ไหลออกไป หากยังเผชิญปัจจัยกดดันจากปัญหาการเมืองอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตก็มีความเสี่ยงที่นักลงทุนกลุ่มนี้จะกลับออกไปได้เช่นกัน
"ในปีหน้ามี 2 โจทย์ใหญ่ที่ผู้บริหารเศรษฐกิจต้องดูแล คือ การบริหารจัดการภายใต้ภาวะแรงกดดันจากปัญหาเงินทุนไหลออก และสอง คือ เศรษฐกิจที่ไม่ได้ประโยชน์จากความชัดเจนของนโยบายในประเทศ เพราะเรายังมีปัญหาการเมือง ทำให้นักลงทุนยังต้องมาคอยห่วงว่า ใครจะมาเป็นรัฐบาล และรัฐบาลที่เข้ามาจะดำเนินนโยบายอย่างไร พวกนี้ล้วนแต่เป็นข้อจำกัด"
สำหรับภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2557 นั้น นายบัณฑิต เชื่อว่า โอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตมากกว่า 4% มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะเครื่องยนต์หลักทางเศรษฐกิจทั้ง การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออก ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน
นายบัณฑิต กล่าวว่า การส่งออกแม้หลายคนตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีหน้า เพราะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ แต่ต้องไม่ลืมว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกก็ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ทว่าการส่งออกไทยกลับไม่ได้เติบโตขึ้นเลย ทั้งที่ค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงด้วย
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้การส่งออกของไทยขาดความสามารถในการแข่งขัน เช่น เรื่องคุณภาพสินค้า รวมถึงในเรื่องความสามารถในการส่งมอบสินค้าได้ทันต่อเวลา ตลอดจนเรื่องของนวัตกรรมสินค้าต่างๆ ดังนั้นการส่งออกของไทย แม้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้บ้าง แต่คงไม่สามารถช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้มากนัก
"ปีหน้าผมยังมองว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจคงต่ำ ไม่ได้สูงนักเมื่อเทียบกับปีนี้ ตัวเลขที่พูดกัน 4-4.5% ต้องถามว่าเอามาจากไหน เพราะถ้ากลับไปดูเครื่องยนต์หลักทั้ง 4 เครื่อง เวลานี้การบริโภคภาคเอกชนก็ยังดูไม่ฟื้น สินเชื่อเองก็ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว สภาพคล่องการเงินก็น้อยลง ส่วนการลงทุนเอกชนก็รอการลงทุนของภาครัฐ ในขณะที่ภาครัฐคงทำอะไรไม่ได้อย่างน้อย 3-6 เดือน ผมจึงสงสัยว่าปีหน้าจะฟื้นได้อย่างไร"นายบัณฑิตกล่าว
เขายังบอกด้วยว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า อยู่ที่การประคองให้สามารถผ่านสถานการณ์เงินทุนที่อาจไหลออกไปให้ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าช่วงที่เงินไหลเข้า ไม่ได้ไหลเข้าในทีเดียว แต่เป็นการทยอยเข้าติดกัน 18 เดือน ดังนั้นเวลาไหลกลับก็คงไม่จบในคราวเดียวเช่นกัน
ส่วนการไหลออกจะมีมากหรือน้อย คงต้องขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยด้วยว่า มีความแข็งแกร่งเพียงใด ที่สำคัญการดำเนินนโยบายของทางการ ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นการทำนโยบายจึงควรต้องเน้นรักษาความเชื่อมั่นเพื่อทำให้เศรษฐกิจปรับตัวได้








