วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอกชนหวังการเมืองสงบ ธุรกิจอสังหาฯฟื้น

เอกชนคาดหวังปัญหาการเมืองในประเทศคลี่คลาย ธุรกิจอสังหาฯปีหน้าสดใส

นายพรเทพ พิพัฒน์ทั้งสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายโครงการบ้านและอาคารสูง บริษัทควอลิตี้ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมประเมินทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า กับ นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บจ.เอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หัวข้อ "ธุรกิจอสังหาฯ 2014 โอกาสหรือความเสี่ยง" ในรายการ Business talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี

นายพรเทพ บอกว่า ความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า คงเป็นเรื่องการเมือง เพราะหากยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯนั้นช่วงไฮซีชั่นจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 -ไตรมาส 3 โดยไตรมาส 4- ไตรมาส 1 ยังอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน รวมถึงการท่องเที่ยว ลูกค้ายังไม่ได้คิดถึงการซื้อบ้านพักอาศัย ทำให้ยังไม่มียอดขายมากนัก แต่หลังจากนั้นจะเป็นช่วงที่เริ่มมียอดขายเข้ามามาก ดังนั้นหากการเมืองกลับมาสงบและนิ่งก็น่าจะทำให้ยอดขายอสังหาฯกลับมาอยู่วงจรธุรกิจตามปกตินั่นคือ มีความต้องการซื้อในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาสที่ 3 แต่ถ้าการเมืองยังยืดเยื้อและปัญหายังไม่ยุติก็อาจกระทบความต้องการซื้ออสังหาฯได้

นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงของธุรกิจจากปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคก่อสร้างอย่างหนัก ซึ่งในส่วนของควอลิตี้ เฮาส์เองก็เตรียมปรับระบบการใช้แรงงาน โดยลดแรงงาน และเริ่มใช้วัสดุสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 30%เพิ่มเป็น 60% และ 100%ในที่สุด เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาด โดยสินค้าบ้านระดับกลางลงมาถึงระดับล่าง และคอนโดราคา 1-3 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงงานลงได้ประมาณ 50%สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนงานตกแต่งยังคงต้องใช้แรงงานปกติ

"ที่ผ่านมาภาคอสังหาฯมีอุปสรรคจากการขาดแรงงาน ทำให้ส่งมอบบ้านหรือคอนโดให้ลูกค้าไม่ทันกำหนด ทำให้บริษัทต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก ส่งผลต่อต้นทุนดำเนินงาน นอกจากนั้นปีหน้าต้นทุนวัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 5% ดังนั้นการใช้วัสดุสำเร็จรูปจากโรงงานที่ลงทุนเองน่าจะประหยัดต้นทุนค่าแรงไปได้บ้าง" นายพรเทพย้ำ

นายพรเทพ ยังบอกว่า ปีหน้า ควอลิตี้ เฮาส์ จะเน้นกลุ่มค้าระดับกลางถึงระดับล่าง ได้แก่ ทาวน์เฮ้าส์ราคา 2 ล้านบาท คอนโดราคา 1-2 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปเจาะตลาดมากนัก และเพื่อให้ปีหน้ามีอัตราการเติบโตภาพรวม10% แบ่งเป็น บ้าน 10% คอนโด 15% เนื่องจากประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อการส่งออกดีขึ้น จะทำให้ธุรกิจอสังหาฯได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยเฉพาะหากมีการเดินหน้าโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดีขึ้นด้วย ซึ่งปีหน้าบริษัทมีแผนลงทุนอีก 21 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท

"อยากให้รัฐบาลใหม่มีมาตรการส่งเสริมธุรกิจอสังหาฯเช่น การลดอัตราดอกเบี้ย หรือ ลดค่าธรรมเนียมการโอน เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพราะธุรกิจอสังหาฯส่วนใหญ่ใช้วัสดุภายในประเทศ และมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ นอกจากนั้นการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ก็จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคอสังหาฯในจุดที่มีสถานีรถไฟฟ้าเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระจายที่พักอาศัยไม่ให้มีการกระจุกอยู่เฉพาะในเมือง และยังช่วยกระจายรายได้ด้วย"นายพรเทพย้ำ

ด้านนายโสภณ บอกว่า แม้ปัญหาการเมืองขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯมากนัก เพราะยังคงมีโครงการใหม่เปิดตัวมากถึง 1.2 แสนหน่วย แสดงว่าการเมืองยังไม่มีผลแต่ในระยะยาวหากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อและไร้ข้อยุติไปนานอีกประมาณ 3 เดือน อาจจะส่งผลให้กำลังซื้อชะลอไปรวมถึงการลงทุนของเอกชน ขณะที่ปีหน้า อุปสรรคที่จะเป็นความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาฯคือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะปัจจุบันโครงการต่างๆ 1.2 แสนหน่วยส่วนใหญ่ใช้แรงงานต่างชาติ

อย่างไรก็ตามปีหน้า หากผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือจีดีพี โต 4.5% ก็คาดว่าธุรกิจอสังหาฯจะเติบโตได้ประมาณ 5% หรือประมาณ 1.2 แสนหน่วยใกล้เคียงกับปีนี้ แต่ปีถัดไปหรือปี 2558 เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี หลายฝ่ายก็มองว่าสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯจะดีขึ้น และจะมีการหมุนเวียนการลงทุนรวมถึงการซื้อขายธุรกิจอสังหาฯในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันมากขึ้น

" การเปิดเออีซี จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบ ในเรื่องทำเลที่ตั้ง ถ้าแนวโน้มการเมืองในประเทศนิ่งแล้ว จะทำให้มีกำลังซื้อและการลงทุนเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่เป็นแหล่งดึงดูดเงิน ซึ่งรัฐบาลน่าจะเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง" นายโสภณระบุ