เอกชนคาดหวังปัญหาการเมืองในประเทศคลี่คลาย ธุรกิจอสังหาฯปีหน้าสดใส
นายพรเทพ พิพัฒน์ทั้งสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายโครงการบ้านและอาคารสูง บริษัทควอลิตี้ เฮาส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมประเมินทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า กับ นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร บจ.เอเจนซี่ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หัวข้อ "ธุรกิจอสังหาฯ 2014 โอกาสหรือความเสี่ยง" ในรายการ Business talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
นายพรเทพ บอกว่า ความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า คงเป็นเรื่องการเมือง เพราะหากยังไม่มีรัฐบาลชุดใหม่ จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจอสังหาฯนั้นช่วงไฮซีชั่นจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2 -ไตรมาส 3 โดยไตรมาส 4- ไตรมาส 1 ยังอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน รวมถึงการท่องเที่ยว ลูกค้ายังไม่ได้คิดถึงการซื้อบ้านพักอาศัย ทำให้ยังไม่มียอดขายมากนัก แต่หลังจากนั้นจะเป็นช่วงที่เริ่มมียอดขายเข้ามามาก ดังนั้นหากการเมืองกลับมาสงบและนิ่งก็น่าจะทำให้ยอดขายอสังหาฯกลับมาอยู่วงจรธุรกิจตามปกตินั่นคือ มีความต้องการซื้อในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาสที่ 3 แต่ถ้าการเมืองยังยืดเยื้อและปัญหายังไม่ยุติก็อาจกระทบความต้องการซื้ออสังหาฯได้
นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงของธุรกิจจากปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคก่อสร้างอย่างหนัก ซึ่งในส่วนของควอลิตี้ เฮาส์เองก็เตรียมปรับระบบการใช้แรงงาน โดยลดแรงงาน และเริ่มใช้วัสดุสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นจาก 30%เพิ่มเป็น 60% และ 100%ในที่สุด เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาด โดยสินค้าบ้านระดับกลางลงมาถึงระดับล่าง และคอนโดราคา 1-3 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยลดแรงงานลงได้ประมาณ 50%สำหรับงานโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนงานตกแต่งยังคงต้องใช้แรงงานปกติ
"ที่ผ่านมาภาคอสังหาฯมีอุปสรรคจากการขาดแรงงาน ทำให้ส่งมอบบ้านหรือคอนโดให้ลูกค้าไม่ทันกำหนด ทำให้บริษัทต้องเสียค่าปรับจำนวนมาก ส่งผลต่อต้นทุนดำเนินงาน นอกจากนั้นปีหน้าต้นทุนวัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 5% ดังนั้นการใช้วัสดุสำเร็จรูปจากโรงงานที่ลงทุนเองน่าจะประหยัดต้นทุนค่าแรงไปได้บ้าง" นายพรเทพย้ำ
นายพรเทพ ยังบอกว่า ปีหน้า ควอลิตี้ เฮาส์ จะเน้นกลุ่มค้าระดับกลางถึงระดับล่าง ได้แก่ ทาวน์เฮ้าส์ราคา 2 ล้านบาท คอนโดราคา 1-2 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทยังไม่ได้เข้าไปเจาะตลาดมากนัก และเพื่อให้ปีหน้ามีอัตราการเติบโตภาพรวม10% แบ่งเป็น บ้าน 10% คอนโด 15% เนื่องจากประเมินว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลต่อการส่งออกดีขึ้น จะทำให้ธุรกิจอสังหาฯได้รับอานิสงส์ไปด้วย โดยเฉพาะหากมีการเดินหน้าโครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนให้ดีขึ้นด้วย ซึ่งปีหน้าบริษัทมีแผนลงทุนอีก 21 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท
"อยากให้รัฐบาลใหม่มีมาตรการส่งเสริมธุรกิจอสังหาฯเช่น การลดอัตราดอกเบี้ย หรือ ลดค่าธรรมเนียมการโอน เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพราะธุรกิจอสังหาฯส่วนใหญ่ใช้วัสดุภายในประเทศ และมีองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศได้ นอกจากนั้นการลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง ก็จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคอสังหาฯในจุดที่มีสถานีรถไฟฟ้าเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระจายที่พักอาศัยไม่ให้มีการกระจุกอยู่เฉพาะในเมือง และยังช่วยกระจายรายได้ด้วย"นายพรเทพย้ำ
ด้านนายโสภณ บอกว่า แม้ปัญหาการเมืองขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯมากนัก เพราะยังคงมีโครงการใหม่เปิดตัวมากถึง 1.2 แสนหน่วย แสดงว่าการเมืองยังไม่มีผลแต่ในระยะยาวหากปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อและไร้ข้อยุติไปนานอีกประมาณ 3 เดือน อาจจะส่งผลให้กำลังซื้อชะลอไปรวมถึงการลงทุนของเอกชน ขณะที่ปีหน้า อุปสรรคที่จะเป็นความเสี่ยงของธุรกิจอสังหาฯคือ ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพราะปัจจุบันโครงการต่างๆ 1.2 แสนหน่วยส่วนใหญ่ใช้แรงงานต่างชาติ
อย่างไรก็ตามปีหน้า หากผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือจีดีพี โต 4.5% ก็คาดว่าธุรกิจอสังหาฯจะเติบโตได้ประมาณ 5% หรือประมาณ 1.2 แสนหน่วยใกล้เคียงกับปีนี้ แต่ปีถัดไปหรือปี 2558 เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี หลายฝ่ายก็มองว่าสถานการณ์ธุรกิจอสังหาฯจะดีขึ้น และจะมีการหมุนเวียนการลงทุนรวมถึงการซื้อขายธุรกิจอสังหาฯในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันมากขึ้น
" การเปิดเออีซี จะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบ ในเรื่องทำเลที่ตั้ง ถ้าแนวโน้มการเมืองในประเทศนิ่งแล้ว จะทำให้มีกำลังซื้อและการลงทุนเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ ที่เป็นแหล่งดึงดูดเงิน ซึ่งรัฐบาลน่าจะเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำเงินไปพัฒนาท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง" นายโสภณระบุ









