เอชเอสบีซีมั่นใจ 5 ชาติอาเซียนรวมไทยรับมือ "เฟด"ลดใช้คิวอีได้ เหตุการค้า-ดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มดีขึ้น เฟดแค่ทยอยลด ญี่ปุ่นปั๊มเงินช่วย
นายเลฟ เอสเคเซน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคอาเซียนและอินเดีย ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวถึงเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ในเอเชียในหัวข้อ "อนาคตอาเซียน พร้อมรับมือการลดใช้คิวอี?" โดยระบุว่าการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะเลื่อนการลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกไป นำไปสู่ภาวะสกุลเงินตลาดเกิดใหม่แข็งค่าขึ้น หุ้นและราคาพันธบัตรฟื้นตัว หลังจากอยู่ในภาวะวุ่นวายช่วงฤดูร้อนหรือครึ่งแรกปีนี้ และตอนนี้อาจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่
เอชเอสบีซี ระบุว่า 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) คือ ไทยอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม ล้วนเผชิญสถานการณ์วุ่นวายเหมือนๆ กันช่วงกลางปีนี้ ขณะที่ความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดใช้คิวอียังมีอยู่ และอาจเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า 5 ประเทศ อาเซียนรวมไทย พร้อมรับมือกับความวุ่นวายอย่างที่เคยเกิดขึ้นช่วงครึ่งแรกปีนี้หรือไม่ สำหรับเขาคิดว่า 5 ชาติอาเซียน พร้อมรับมือ แม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
"5 ชาติอาเซียนอาจมีปฏิกิริยาตอบกลับรับผลกระทบ เมื่อการลดใช้คิวอีเริ่มต้นจริง เป็นไปได้มากที่สุดว่า ผลกระทบที่ได้รับ จะน้อยลงกว่าช่วงครึ่งแรกปีนี้มาก ในเมื่อโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายของแต่ละประเทศดีขึ้น"
เขากล่าวว่า ความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ในต่างประเทศของ 5 ชาติอาเซียนลดลงในระดับหนึ่ง ด้วยสถานะทางการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดดีขึ้น ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีนี้ และกลุ่มผู้กำหนดนโยบายประเทศที่อ่อนไหวและเปราะบางต่อสถานการณ์เฟดอาจลดคิวอีมากกว่า พากันมุ่งมั่นตั้งใจรับมือ หากเกิดเหตุจำเป็นต้องดำเนินการ อีกทั้งปฏิบัติการลดใช้คิวอีของเฟด มีแนวโน้มจะดำเนินการอย่างรอบคอบ หมายถึงการค่อยๆ ลด มูลค่ารับซื้อคืนพันธบัตรในแต่ละเดือน พร้อมหามาตรการมาชดเชย" นายเอสเคเซน กล่าว
นายเอสเคเซน อธิบายว่า ความเข้าใจหรือรับรู้กันเป็นอย่างดีและมากขึ้น ช่วยสนับสนุนคาดการณ์ของตลาดที่มีต่อการลดใช้คิวอีของเฟดขณะนี้ นอกจากนี้ มีสมดุลระหว่างกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้วได้เกิดขึ้น จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะล้มเหลวได้มากขึ้น และสุดท้ายเขาคิดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้คิวอีมากขึ้น จะเป็นกันชนช่วยป้องกันกรณีเฟดลดใช้คิวอี
ไทย-อินโด-เวียดนาม "เสี่ยง" ฐานะคลังอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม นายเอสเคเซน เตือนผู้กำหนดนโยบายของ 5 ชาติอาเซียน ว่า อย่าได้หลงปลื้มกับคาดการณ์แง่ดีทั้งหมดข้างต้น เพราะเขาเชื่อว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลของอินโดนีเซียยังคงมีมาก ภาวะแวดล้อมทางการเมืองและสถานะการคลังอ่อนแอลงของไทย หมายถึงความเสี่ยง ส่วนเวียดนามยังอยู่บนเส้นทางยาวไกลก่อนขจัดความเสี่ยงเกิดกับเสถียรภาพการเงินของประเทศให้หมดไป
"ทั้ง 5 ประเทศในอาเซียน จำเป็นต้องกระตือรือร้นปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสนับสนุนให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บรรดานักลงทุน จะยังจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า แต่ละประเทศต่างรับมือจัดการกับความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร และนักลงทุนเหล่านี้ มีการวางแผนลงทุนที่แตกต่างกัน
นักวิชาการเชื่อเฟดไม่รีบลดคิวอี
ด้าน นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การประชุมของ เฟด หรือ เอฟโอเอ็มซี ระหว่างวันที่ 17-18 ธ.ค. 2556 เชื่อว่า เอฟโอเอ็มซี จะยังไม่รีบตัดสินใจลดขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE Tapering) ลงในการประชุมครั้งนี้ แม้ว่าสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐจะมีแนวโน้มดีขึ้นก็ตาม
"เรายังมองเหมือนเดิมว่า เอฟโอเอ็มซี ยังไม่รีบลด แม้ว่าอัตราการว่างงานและปัญหาเรื่องงบประมาณจะเริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นแล้วก็ตาม สัญญาณพวกนี้แม้จะเป็นเชิงบวก แต่ดูแล้วก็ยังเร็วไปที่จะทำให้เอฟโอเอ็มซีตัดสินใจเริ่มต้น Tapering"นายอมรเทพ กล่าว
เขากล่าวว่า แม้อัตราการว่างงานเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่เชื่อว่า เอฟโอเอ็มซี จะรอดูความชัดเจนและความต่อเนื่องก่อน เพราะโดยภาพรวมตลาดแรงงานยังคงมีความอ่อนแออยู่ ขณะที่การเจรจาเรื่องงบประมาณแม้ข้อตกลงมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อปัญหาเรื่องเพดานหนี้สาธารณะอยู่ เพราะดูแล้วต้องตัดลดงบประมาณค่อนข้างมาก ดังนั้นนโยบายการเงินจึงมีความจำเป็นที่ต้องผ่อนคลายอยู่
บาทอ่อนค่าสอดคล้องภูมิภาค
ส่วนกรณีที่ค่าเงินบาทวานนี้ (18 ธ.ค.) อ่อนค่าลงนั้น ถือเป็นการอ่อนค่าในทิศทางเดียวกับภูมิภาค และการอ่อนค่าของเงินบาทไทยคงไม่ได้มาจากปัจจัยเรื่องการทำคิวอี เพียงอย่างเดียว แต่น่าจะมาจากหลายปัจจัยทั้งความเชื่อมั่น และการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ รวมทั้งในช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี ที่ปกติจะมีความต้องการเงินดอลลาร์ เพื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศด้วย
"เงินบาทที่อ่อน ผมว่าจริงๆ มันเป็นเทรนด์ ซึ่งผมแปลกใจมากกว่าที่เห็นเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ และการอ่อนลงของเงินบาทคงไม่ได้มาจากเรื่องคิวอีเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวด้วย และเรื่องที่ เฟด จะทำ QE Tapering นั้น เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รับรู้ไปพอสมควรแล้วด้วย จึงไม่น่าจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมากนัก"นายอมรเทพ กล่าว
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้หาก เอฟโอเอ็มซี จะตัดสินใจทำ QE Tapering ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายๆ ตัวส่งสัญญาณดีขึ้นค่อนข้างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้ว่า เอฟโอเอ็มซี จะเริ่มต้นลดขนาดของ คิวอี ในการประชุมครั้งนี้ แต่เชื่อว่าขนาดที่ลดคงไม่มาก ไม่น่าจะเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์
"เชื่อว่า เฟด มีช่องทางที่ลดได้แต่ก็คงลดแค่นิดหน่อยเพื่อเป็นการส่งสัญญาณและเช็คตลอดว่าจะตอบสนองยังไง เพราะเขาส่งสัญญาณมาตลอดว่าจะลด และตลาดก็รับรู้ไปแล้ว แต่เป็นเพียงการรับรู้ข่าว ซึ่งยังไม่ได้มีการแอ็คชั่นจากทางเฟดแต่อย่างใด และภาพเศรษฐกิจที่ออกมาก็ค่อนข้างดี เปิดทางให้ลดขนาดลงได้ด้วย"นายเบญจรงค์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้การประชุมรอบนี้ หากเอฟโอเอ็มซีจะยังไม่ตัดสินใจเริ่มต้นทำ QE Tapering แต่ก็เชื่อว่าทาง เฟด น่าจะมีการส่งสัญญาณใดๆ ออกมา เพื่อทำให้ตลาดการเงินพอคาดการณ์ได้ว่า จะมีการเริ่มต้นลดขนาด คิวอี ลงเมื่อไหร่
บาทอ่อนค่ากังวลเฟดลดคิวอี
ด้าน นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวานนี้ (18 ธ.ค.) เปิดตลาดที่ระดับ 32.17-32.19 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดของวันที่ระดับ 32.15 บาทต่อดอลลาร์ หลังจากนั้นได้รับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ระดับ 32.28-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงปิดตลาด ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดของวัน โดยปัจจัยที่มีผลต่อตลาดวานนี้ คือ การคาดการณ์ผลประชุมของเฟด ว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับลดมาตรการคิวอีลง หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงาน ประกอบกับรัฐสภาสหรัฐที่มีการจัดการทำงบประมาณได้ทันยิ่งเป็นปัจจัยบวกให้เฟดอาจปรับลดมาตรการคิวอีได้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทวันนี้ (19 ธ.ค.) จะขึ้นอยู่กับผลการประชุมของเฟดเป็นหลัก โดยมองว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.15-32.40 บาทต่อดอลลาร์ หากเฟดมีการทยอยลดมาตรการ เงินบาทอาจอ่อนไม่มากนัก แต่หากไม่ลดมาตรการเลยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นได้ แต่หากจะลดวงเงินคิวอีจำนวนมากและต่อเนื่อง อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าหลุดไปถึง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ หรือ 33 บาทต่อดอลลาร์ ได้
"ประเด็นทางการเมืองนั้นมีผลต่อตลาดไม่มากนัก ตลาดเริ่มรับข่าวไปแล้ว หากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงจะไม่กระทบมากนัก ตอนนี้ตลาดให้น้ำหนักกับคิวอีเป็นหลัก หากลดมาตรการคิวอี อาจเห็นเงินบาทลงไปทดสอบระดับอ่อนค่าสุดที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ได้ แต่ถ้าไม่ถอนคิวอีเลย ก็จะกลับมาแข็งค่าได้ที่ 32.10 บาทต่อดอลลาร์ แต่กรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 32.20-32.35 บาทต่อดอลลาร์"








