หุ้นติดแคชบาลานซ์ลดฮวบ จากต้นปี 2546 หลักทรัพย์ต่อเดือน เหลือ 6 หลักทรัพย์ โบรกเกอร์เผยเหตุภาวะตลาดไม่เอื้อ การเมืองป่วน ไม่กล้าเก็งกำไร
บรรยากาศการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ปรับตัวลดลงอย่าต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้นที่มีการเก็งกำไรสูงโดยเฉพาะหุ้นที่ต้องวางเงินเต็มจำนวนก่อนการซื้อขาย หรือหุ้นที่ต้องซื้อขายผ่านบัญชีแคชบาลานซ์นั้น ได้รับความนิยมลดลงอย่างมาก จากช่วงต้นปีที่นักลงทุนนิยมเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นแคชบาลานซ์สูงสุดในเดือนเม.ย. ที่มีหุ้นที่ต้องซื้อขายผ่านบัญชีแคชบาลานซ์ ถึง 46 หลักทรัพย์ ปรับตัวลดลงจนเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา เหลือหุ้นที่มีการเก็งกำไรสูง และถูกบังคับให้ซื้อขายผ่านบัญชีแคชบาลานซ์ 13 หลักทัรพย์ ขณะที่ในช่วง 1-15 ธ.ค. นั้น เหลือ 6 หลักทรัพย์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบปี
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ สำนักวิจัยทิสโก้ กล่าวว่า สาเหตุที่หุ้นติดหลักเกณฑ์ให้ต้องวางเงินเต็มจำนวนมีจำนวนลดลงนั้น เป็นผลมาจากความคึกคักของตลาดหุ้นที่ลดลง ส่งผลให้นักลงทุนที่นิยมเข้ามาเก็งกำไรในส่วนนี้ลดลงตามไปด้วย และลดน้อยกว่าสถานการณ์ปกติด้วยซ้ำ
"สาเหตุที่หุ้นเหล่านี้ได้รับความนิยมลดลงนั้น เพราะตลาดหุ้นไม่ได้เป็นขาขึ้นเหมือนช่วงที่ผ่านมา การซื้อขายในตลาดหุ้นหากนักลงทุนจะเก็งกำไรส่วนใหญ่จะสามารถทำได้ในช่วงตลาดขาขึ้นแรงๆ แตกต่างจากการซื้อขายในตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้า หรือ ทีเฟ็กซ์ ที่สามารถทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง"
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเข้ามา ทำให้หุ้นในกลุ่มนี้ได้รับความนิยมลดลงไปด้วย โดยเห็นได้จากจำนวนหุ้นที่มีการเปลี่ยนมือของนักลงทุนสูง และติดเกณฑ์หุ้นที่มีปริมาณการหมุนเวียนสูง (เทริน์โอเวอร์ลิสต์) ก็ปรับตัวลดลงอย่างมาก ในบางสัปดาห์ไม่มีหุ้นที่ติดเทริน์โอเวอร์ลิสต์เลย สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนนั้นไม่เข้ามาเก็งกำไรเหมือนในช่วงต้นปี
รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ก็มีส่วน ทำให้ที่มีความเคลื่อนไหวของราคาผิดปกติ เข้าเกณฑ์แคชบาลานซ์ได้ง่ายขึ้น โดยลดระดับราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พีอี) เหลือ 40 เท่า และเพิ่มระยะเวลาการซื้อขายผ่านบัญชีดังกล่าวจากเดิม 4 สัปดาห์เป็น 6 สัปดาห์ ก็อาจจะได้ผลส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะหลังจากตลาดหลักทรัพย์ ออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวออกมา นักลงทุนก็เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์เงินสด เพื่อซื้อขายหุ้นกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ซึ่งตนมองว่าการลดลงที่แท้จริงนั้นน่าจะมีจากภาวะตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยมากกว่า
ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า ทิศทางของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ของปี 2557 นั้น มองว่าน่าจะยังได้รับปัจจัยการเมืองกดดันอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยถูกกดดันจากประชาชนให้ยุบสภา แต่มองว่าปัจจัยการเมืองนั้นจะจบลงได้ไม่เกินครึ่งปีแรกของปี 2557 ซึ่งทำให้บริษัทประเมินว่า น่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราว และไม่น่าจะมีผลกระทบกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทย แต่ภาพของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จะสามารถเติบโตในครึ่งปีหลังอย่างโดดเด่น โดยการขยายตัวของดีพีได้ระดับ 4%
ส่วนตลาดหุ้นไทยนั้นหลังจากที่การเมืองกดดันดัชนีตลาดหุ้นในช่วงปลายปี 2556 ทำให้ประเมินว่า การเมืองไทยยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยการเมือง ทำให้คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าว นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศจะชะลอการลงทุนลง และมีโอกาสที่จะขายหุ้นไทยออกต่อเนื่อง เพื่อนำเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้น อีกทั้งมาตรการคิวอีของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยโดยตรง ซึ่งปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมา ทำให้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลดลงไปแตะที่ 1,218 จุดได้









