หลากสถานการณ์บีบคั้นกดดันให้เอสเอ็มอีไทยต้องเผชิญกับโจทย์ที่หนักหน่วงพันธกิจสำคัญของผอ.สสว.คนใหม่ที่พร้อมปรับหมากรุกเอสเอ็มอีไทยมุ่งสู่อนาคต
เพิ่งรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้เพียงเดือนเศษๆ สำหรับ “ปฏิมา จีระแพทย์” ผอ.สสว.คนที่ 4 ต่อจากยุคของ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ซึ่งถูกเด้งพ้นจากตำแหน่งไปเมื่อ วันที่ 4 พฤษภาคม 2555
แต่ดูเกมเคลื่อนทัพเอสเอ็มอีที่วางไว้ จะตกผลึก แจ่มชัด และไม่ได้มีแค่มิติอสังหาฯ หรือยานยนต์ ตามความคุ้นเคยของงานที่ทำมาแต่ในอดีตเท่านั้น
“ปฏิมา” คือ อดีตผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เบื้องหลังการจัดทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พ.ศ. 2555 -2559 ขณะที่งานฝั่งอสังหาฯ ที่ใครหลายคนรู้จักดี คือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย
เขาประกาศเป้าหมายตลอด 4 ปี ในตำแหน่งใหม่ ในองค์กรที่ถูกเรียกว่า "สภาพัฒน์แห่งเอสเอ็มอี" โดยนอกเหนือจากการปฏิบัติตามแผนส่งเสริมเอสเอ็มอี 2555-2559 (แผนที่ 3) และแผนเร่งด่วน 6 เดือน ที่จะเร่งช่วยเอสเอ็มอีจากผลกระทบในเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดทั้งปัดฝุ่น ปรับบ้าน สสว. ให้คนพร้อมทำงาน เพื่อพิชิตเป้าหมายปีหน้า ช่วยเอสเอ็มอีให้ได้ 4 หมื่นราย สร้างรายได้กว่า 620 ล้านบาท!
ทว่ามองไกลไปกว่านั้น และดูจะท้าทายคนทำงานมากขึ้น คือ การผลักดันให้ GDP ภาคเอสเอ็มอีขยับจากประมาณ 37% ในปัจจุบัน เป็น 40% ให้ได้
เวลาเดียวกับที่ไทยต้องกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของอาเซียน ในปี 2560
ด้าน OTOP PLUS สินค้าโอทอประดับดีเยี่ยม จะต้องขยับสู่ธุรกิจขนาดเล็ก (S) ส่วนกิจการไซต์เล็กก็ต้องขยับสู่ธุรกิจขนาดกลาง (M) ขณะที่ผู้ประกอบการขนาดกลางก็พร้อมก้าวสู่กิจการขนาดใหญ่ (L) ในอนาคตให้ได้ และต้องเห็นภาพนี้ชัดมากขึ้นในยุคของเขา
จะพิชิตโจทย์ยาก ก็ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัด เขาไล่เรียงหมากรุกส่งเสริมเอสเอ็มอี ที่จะเริ่มจากการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอี ทั้งลดการทำงานสุดซ้ำซ้อน แต่จะทำทุกอย่างให้ชัดและเคลียร์ขึ้น ใครที่เคยสับสนระหว่างบทบาทของ สสว. กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และแม้แต่สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ลองมาฟังบทสรุปจากเขา
“สสว.จะเป็นผู้ส่งเสริมเอสเอ็มอีโดยภาพรวม แต่ถ้าเป็นภาคการผลิต จะให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดูแล ส่วนการส่งเสริมเอสเอ็มอีที่เป็นภาคการค้าและบริการก็จะเป็นงานหลักของสสว. ในการที่จะประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์เป็นต้น” เขาสะท้อนภาระหน้าที่นับจากนี้
ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP) ถ้าอยู่ในระดับ 1-3 ดาว จะมีกรมพัฒนาชุมชนดูแล โตมาอีกหน่อย 4-5 ดาว ก็มีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมคอยสนับสนุนอยู่ สำหรับบทบาทของ สสว. จะโฟกัสไปที่กลุ่มโอทอปซึ่งกำลังจะก้าวสู่เอสเอ็มอี หรือที่เรียกว่า OTOP PLUS ผลิตผลจากโครงการยกระดับผู้ประกอบการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แบบบูรณาการ
“ที่ผ่านมาเรามีการทำวิจัยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเรื่องการตลาด การผลิต การขาย ตลอดจนคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่างๆ สิ่งที่ผมจะทำให้สำเร็จใน 4 ปีนี้ คือ มีช่องทางให้สินค้าโอทอปพลัส เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักท่องเที่ยว และผู้ซื้อต่างชาติ โดยสิ่งที่จะเห็นแน่นอนใน 6 เดือนข้างหน้า คือ ร้านค้าที่อยู่ใจกลางกรุงเทพ เพื่อเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าโอทอปพลัสให้ถึงมือผู้บริโภค และก้าวไปถึงการส่งออกด้วย”
เขาอธิบายศูนย์ OTOP PLUS และย้ำว่าอย่าสับสนเพราะคนละโพรเจคกับโอทอปใต้ทางด่วนของกรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ภายในหนึ่งปีก็ประกาศผลักดันให้มีการจัดตั้ง “SMEs Center” โดยบูรณาการความร่วมมือกับ ISMED เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งในด้านการอบรมให้ความรู้ การส่งเสริมการตลาดประจำสัปดาห์ ทั้งหนุนนำเอสเอ็มอีไทย ให้ก้าวสู่ภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก
มาต่อกันที่ทางออกของปัญหา “ระบบโลจิสติกส์” หรือการกระจายสินค้า ที่เล่นงานผู้ประกอบการไทยอยู่เงียบๆ ผู้นำสสว.คนใหม่ บอกเราว่า กำลังศึกษาแนวทางให้ผู้ประกอบการมีช่องทางกระจายสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยจะร่วมมือกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้านโลจิสติกส์ มาเป็นตัวกลางช่วยกระจายสินค้าเอสเอ็มอีไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ
เวลาเดียวกันก็ประสานงานกับกลุ่มผู้ค้าปลีกและส่งขนาดใหญ่ ไล่กันตั้งแต่ เซเว่นอีเลฟเว่น ,แม็คโคร, เทสโก้โลตัส และ บิ๊กซี ฯลฯ เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดให้กับเอสเอ็มอี พร้อมไปกับการพัฒนาปัจจัยเอื้อเพื่อช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แล้วจะทำอย่างไรให้บริการของสสว.เขาถึงผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ที่มาของแนวคิดจัดตั้ง “สสว.เซ็นเตอร์” โดยดึงความร่วมมือจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) จัดตั้งศูนย์บริการของสสว. ตามสาขาของเอสเอ็มอีแบงก์ เริ่มจากจังหวัดใหญ่ใน 4 ภูมิภาค วิธีที่ไม่เพียงทำให้สสว.ได้ใกล้ชิดผู้ประกอบการรายย่อย แต่ทว่ายังหมายถึงการ "ลดต้นทุน" ได้อีกทางด้วย
มากันที่ปัญหาสุดคลาสสิกอย่าง "การเข้าถึงแหล่งทุน" ก็จะร่วมกับเอสเอ็มอีแบงก์ ในการหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนทางการเงินผ่านโครงต่างๆ ที่ สสว. ดำเนินการอยู่ อาทิ การชดเชยดอกเบี้ย โครงการ Machine Fund เหล่านี้เป็นต้น
ขณะที่การออกโรดโชว์ในต่างประเทศหนึ่งความหวังของเอสเอ็มอีไทย จากนี้ไปสสว.จะอาสาเป็นศูนย์กลางในการประสานงานให้กับทุกกระทรวง ที่จะเดินทางไปออกงานในต่างประเทศ เพื่อให้สามารถไปกันเป็นแพค ยกทัพไปเป็นพาวินเลี่ยน จะได้สร้างผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นให้กับเอสเอ็มอีของเราด้วย
ต่อกันที่การตลาด ก็พร้อมหาตลาดใหม่ให้เอสเอ็มอี อย่างเช่น แอฟริกา ยุโรป กลุ่ม CLMV ในภูมิภาคอาเซียน โดย สสว.จะส่งเสริมการขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ เหล่านี้ให้มากขึ้น เช่น การจัดทำศูนย์ข้อมูลเอสเอ็มอีอาเซียน ลงพื้นที่ทำวิจัยประเทศอาเซียน เพื่อเป็นฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจของเอสเอ็มอี
“นี่คือความตั้งใจทำในสี่ปีนี้ ตั้งแต่หน่วยงานที่สำคัญมาก อย่างโอทอป เราจะพัฒนาโอทอปพลัสให้ออกมาเป็นผู้ประกอบการขนาดย่อม ขณะเดียวกันผู้ประกอบการขนาดย่อมก็พัฒนาเป็นขนาดกลาง และขนาดใหญ่ต่อไปให้ได้”
ด้วยการพัฒนาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการผลิต คุณภาพสินค้า ช่องทางจัดจำหน่าย ทั้งในภูมิภาค กลุ่มอาเซียน และตลาดใหม่อย่าง ยุโรป และ แอฟริกา ควบคู่ไปกับการพัฒนา “คน” ให้พร้อมทำงานเพื่อวิสัยทัศน์อันก้าวไกลนับจากนี้
ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายคนอาจ “หมดไฟ” แต่กับผอ.สสว.คนใหม่ เขาย้ำว่า อยากให้มองปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นใน 1-2 ปี ข้างหน้า โอกาสของเอสเอ็มอี จะมีมหาศาลในวันนั้น
“เวลาผมมอง ผมมองบวก ปัจจัยบวกที่จะเกิดขึ้นในปีสองปีข้างหน้า คือเราจะมีดีมานด์ของสินค้าไทย บริการไทย ไปยังกลุ่มเป้าหมายใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ประเทศเพื่อนบ้าน การค้าชายแดนที่จะดีขึ้น โดยสสว.จะเข้าไปช่วยอุดช่องว่างเหล่านี้ เพื่อทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ง่ายขึ้น และขยายตลาดให้มากขึ้น โดยเราจะเข้าไปทำวิจัยว่าเพื่อนบ้านชอบอะไร แล้วมีอะไรบ้างที่จะบอกกับผู้ประกอบการได้”
รวมถึงมองโอกาสใหม่ๆ ที่จะเข้าหาเอสเอ็มอีไทย อย่าง เอสเอ็มอียุโรป ที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และจะเห็นชัดมากขึ้นในปีหน้า เราจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนโนว์ฮาวระหว่างกัน หรืออย่าง การจัดทำแผนส่งเสริมเอสเอ็มอีแผนที่ 4 ที่จะร่วมกับธนาคารโลก เพื่ออาศัยฐานข้อมูลทั่วโลก มาร่วมจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมเอสเอ็มอีในยุคต่อจากนี้
“เราจะไม่ทำงานโดยลำพัง ผมมั่นใจว่าใน 4 ปีนี้ จะขับเคลื่อน GDP ภาคเอสเอ็มอีให้เติบโตจาก 37% เป็น 40% ให้ได้”
เขาประกาศความตั้งมั่นที่พร้อมพิสูจน์ให้เห็นด้วยการลงมือทำ ตลอดระยะเวลาที่ยังอยู่ในตำแหน่ง กับคำพูดปิดท้ายสั้นๆ แค่..
“ผมไม่มีอะไรต้องหนักใจทั้งนั้น”
......................................................
Key to success
หมากรบ SMEs ใต้วิสัยทัศน์ผู้นำคนใหม่
๐ ดันจีดีพีเอสเอ็มอีให้เป็น 40% ใน 4 ปี
๐ สสว.จะเป็นศูนย์กลางเอสเอ็มอีอาเซียน
๐ ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน
๐ ขยายโอกาสไปสู่ตลาดใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ
๐ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ และการเข้าถึงแหล่งทุน
๐ ตั้งศูนย์เอสเอ็มอี และศูนย์จำหน่ายสินค้าโอทอปพลัส





