วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกดิ้นปรับตัวรับวอลุ่มหด

โบรกเกอร์ แห่ปรับกลยุทธ์ รับมือวอลุ่มซื้อขายหด หลังยอดเทรดลดต่อเนื่อง เผยเดือนพ.ย.มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลงจากไตรมาสแรกกว่า 16%

จากสถานการณ์มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้ มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 57,927.95 ล้านบาท และลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49,685.24 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 2 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 37,269.77 ล้านบาท ในไตรมาส 3 กระทั่งล่าสุดในเดือนพ.ย. พบว่า มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 31,199.06 ล้านบาท หรือคิดเป็นการลดลงกว่า 16% เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต่างๆ ต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับมูลค่าการซื้อขายที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มูลค่าการซื้อขายต่อวันที่ลดลงค่อนข้างมาก มองว่าเกิดจากปัจจัยที่ไม่ปกติจากช่วงต้นปี ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพคล่องต่างประเทศที่มีจำนวนมาก จากมาตรการต่างๆ เช่น การอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบของประเทศขนาดใหญ่หลายประเทศ ทำให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในช่วงนั้นสูงเกินความเป็นจริง

สำหรับในปีหน้า นายธิติ มองว่า มูลค่าการซื้อขายน่าจะชะลอตัวลง ซึ่งในส่วนของ บล.กสิกรไทย เองก็มีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว

"มูลค่าการซื้อขายในปีหน้า ไม่น่าจะมากเหมือนในปีนี้ ที่มีความผิดปกติจากเงินที่ไหลเข้าโดยมูลค่าการซื้อขายปีหน้ามองว่าน่าจะเฉลี่ยอยู่ในระดับ 40,000 ล้านบาทต่อวัน ทำให้ยอดคอมมิชชั่นนั้นอาจได้รับผลกระทบแน่นอน แต่กระนั้นบริษัทได้วางแผนเพื่อรับมือการลดลงของปริมาณการซื้อขายที่ลดลงแล้ว"นายธิติกล่าว

สำหรับแผนในปีหน้านั้น บล.กสิกรไทย จะปรับกลยุทธ์ในการให้บริการในสินค้าๆ ที่ไม่ใช่มีแต่เฉพาะหุ้นมากขึ้น อย่างการเน้นในเรื่องใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) หรือ “D warrants” ที่จะให้มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะที่งานด้านวาณิชธนกิจนั้น จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และการขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายบริษัทที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายได้ในปีหน้า

ด้าน นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ บล. ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จากปริมาณการซื้อขายต่อวันนั้นที่ปรับตัวลงนั้น ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์หันมาเน้นงานด้านวาณิชธนกิจมากขึ้น แต่อาจจะไม่เข้มข้นมากนัก เพราะแต่ละบริษัทมีจุดเด่นที่แตกต่างกันและมีกลุ่มลูกค้าต่างกัน อีกทั้งตลาดหุ้นในปัจจุบันมีความน่าสนใจบริษัทต่างหันมาเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้นด้วย

สำหรับในปีนี้ บล.ฟิลลิป มีการดำเนินงานด้านวาณิชธนกิจค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทาง บล.ฟิลลิป ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และที่ผ่านมาก็มีการนำบริษัทเข้าทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์กว่า 10 บริษัท ซึ่งก็ให้ผลตอบแทนที่ดีกับบล.โดยในปีหน้านั้นบริษัทมีแผนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 2-3 ราย ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งรวมอยู่ด้วย โดยบริษัทจะเน้นลูกค้าในระดับกลาง เป็นหลัก ส่วนเป็นนายหน้าในการควบรวมกิจการนั้นก็มีการเจรจาอยู่บ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยว่าเป็นรายใดบ้าง

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า ผลประกอบการของบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ในไตรมาสที่ 4 น่าจะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุดของปี เป็นผลมาจากปริมาณการซื้อขายต่อวันที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ที่ปัจจุบันการซื้อขายต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ 31,199.06 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสที่ 1 ที่ 57,927.95 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ส่วนใหญ่จะมีรายได้จากค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์

อย่างไรก็ตามด้วยปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่พุ่งขึ้นสูงในช่วงต้นปี โดยภาวะราคาหุ้นของกลุ่มหลักทรัพย์ในช่วงนี้นั้นมีความน่าสนใจ ทำให้ทางฝ่ายวิจัยปรับคำแนะนำลงทุนมากกว่าตลาด โดยมองว่าอัตราการปันผลของกลุ่มนั้นจะมีโอกาสปันผลในระดับสูง