วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟิทช์-มูดี้ส์จ้องเล็งหั่นเรทติ้งไทย

ฟิทช์-มูดี้ส์ จ้องหั่นเรทติ้งไทย ส่งหนังสือถึงคลังเตือนได้นำความเสี่ยงการเมืองเข้าคำนวณเครดิตประเทศ ด้าน สศค.ลุ้นเศรษฐกิจปีนี้โต 3%

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ได้ประเมินผลกระทบจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยระยะสั้นผลกระทบ คือ รายได้ และ การเบิกจ่าย ซึ่งในส่วนของรายได้นั้น ส่วนสำคัญที่จะได้รับผลกระทบจะมาจากรายได้ท่องเที่ยว เพราะเมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาน้อยลง จะมีธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งธุรกิจโรงแรม ธุรกิจร้านอาหารเป็นต้น ส่วนผลกระทบที่มีต่อการเบิกจ่ายนั้น แม้ว่าขณะนี้ยังทำได้ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่ หรือ อาจมีความล่าช้า

สำหรับผลกระทบระยะปานกลาง คือ ภาพรวมการลงทุนจะมีปัญหา เพราะเมื่อภาครัฐไม่สามารถเป็นผู้นำการลงทุนได้ การลงทุนของภาคเอกชนก็จะชะลอ ปัญหาที่ตามมา คือ การนำเข้าและการส่งออกก็จะลดลง สุดท้ายก็จะกระทบต่อรายได้ที่จะจัดเก็บเข้ารัฐ

ส่วนระยะสุดท้าย คือ กระทบต่อเครดิตของประเทศ ซึ่งขณะนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตได้แจ้งต่อกระทรวงการคลังแล้วว่า หากเหตุทางการเมืองยืดเยื้อ ก็อาจจะปรับลดเครดิต ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ และภาพรวมการลงทุนของประเทศ รวมถึง ต้นทุนการกู้เงินของภาคเอกชน ที่จะระดมทุนในต่างประเทศก็จะเพิ่มขึ้น

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ มี 2 สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก คือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลังเพื่อแจ้งให้ทราบถึงการนำความเสี่ยงด้านการเมืองเข้ามาคำนวณเครดิต ซึ่งปกติในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่สถาบันจัดอันดับเครดิตต่างๆ จะเข้ามาจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจเพื่อนำไปประเมินภาพรวมเครดิตประเทศ

ปัจจุบัน บริษัท มูดี้ส์ ให้อันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยที่ระดับ Baa1 ส่วนบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ให้เรทติ้งไทย BBB+ เท่ากับ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) ซึ่งเป็นระดับลงทุนได้ (investment grade)

สศค.ลุ้นจีดีพีปีนี้โตถึง 3%

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปรับประมาณการจีดีพีปีนี้ลงเหลือโต 3% จากเดิมวางไว้ 3.7% ทั้งนี้อัตราการเติบโต 3% ก็ยังเป็นเรื่องน่าห่วงว่าอาจไม่ได้ เพราะการใช้จ่ายรัฐบาลและการท่องเที่ยวที่หวังมาช่วยกระตุ้น ก็ถูกกระทบ หากว่าสถานการณ์ยืดเยื้อ การท่องเที่ยวก็จะมีปัญหา

เขากล่าวว่า หากการเมืองยืดเยื้อ จะกระทบต่อเศรษฐกิจปีหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งปีหน้านั้น หวังที่จะเห็นการลงทุนภาครัฐเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายใช้เงินลงทุน 1 แสนล้านบาทจากวงเงินรวม 2 ล้านล้านบาท เพราะเมื่อการลงทุนภาครัฐเกิด การลงทุนภาคเอกชนจะเกิดขึ้นตามไปด้วย ถ้าเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ก็ไม่มั่นใจว่า การลงทุนภาคเอกชนจะเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าโตได้ไม่ถึง 5% ตามเป้าหมาย

"จุดเด่นของเรา คือ เศรษฐกิจเรายังมีเสถียรภาพ แต่หากว่าเหตุการณ์การเมืองยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เชื่อว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพ"

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า ในแง่การเบิกจ่ายเงินภาครัฐนั้น ขณะนี้ ถือว่ายังเดินหน้าไปได้ ที่ผ่านมา ยอดการเบิกจ่ายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านบาท หลังจากเกิดสถานการณ์การชุมนุมปิดกระทรวงการคลัง ยอดการเบิกจ่ายเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 พันล้านบาทต่อวัน

ด้าน นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ในระยะ 2 เดือนแรกของปีงบประมาณ ถือว่ายังเป็นไปตามเป้าหมาย เพียงแต่มีบางกรมการจัดเก็บที่ยังมียอดการจัดเก็บที่ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะกรมศุลกากร ผลจากการนำเข้าที่ลดลง

ธปท.ลุ้นเศรษฐกิจไตรมาส 4 โต 1%

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะโฆษกธปท. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ประมาณ 1% ซึ่งการเติบโตในระดับดังกล่าวถือว่าเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ทั้งปีโตได้ 3%

สำหรับเศรษฐกิจเดือนต.ค. ซึ่งถือเป็นเดือนแรกของไตรมาส 4 นั้น มีอัตราการเติบโตค่อนข้างทรงตัว แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ในช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ (พ.ย.-ธ.ค.) เป็นช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาทางการเมืองที่เริ่มมีการชุมนุมกันมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. จนถึงขณะนี้ก็เป็นเวลา 1 เดือนเต็มแล้ว หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ไม่มีปัจจัยบวกมาช่วยในการขยายตัวได้

"จริงๆ แล้ว เราคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น แม้การส่งออกไม่ได้ดูดีทุกตัว เพราะยังมีส่งออกบางตัวที่ฉุดการเติบโตอยู่ แต่บางตัวที่ดีก็ไม่ใช่ว่าไม่มีเลยเพียงแต่อาจไม่ได้ขยายตัวดีอย่างที่เราคาดหวัง เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่ดี จะเห็นว่าสัญญาณบวกจากเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น ปีหน้าเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับแต่ละเครื่องยนต์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดที่กล้าพูดว่าจะแข็งแกร่งพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเบื้องต้นเชื่อว่าการส่งออกปีหน้าจะขยายตัวได้สูงขึ้นจากความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก"นางรุ่ง กล่าว

สำหรับการปรับลดเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือโต 3% สาเหตุหลัก คือ เศรษฐกิจไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากการบริโภค และการลงทุนขยายตัวต่ำกว่าที่คาดเอาไว้ แรงส่งทางเศรษฐกิจจึงลดลงไปมาก ประกอบกับภาคการคลังที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ แต่ปัญหาการเมืองก็ทำให้แรงกระตุ้นจากภาคคลังต่ำ และอีกปัจจัยคือ การส่งออก 10 เดือนแรกของปีนี้ โตเพียง 0.1% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ทั้งปีจึงประเมินว่าคงไม่ได้โตไปมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม ปีหน้าอาจมีมาตรการที่เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคการผลิตรถยนต์มากขึ้น เช่น ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ออกรถรุ่นประหยัดพลังงาน และรุ่นใหม่ๆ ออกมาจูงใจลูกค้า เป็นแรงส่งให้การอุปโภคบริโภคปีหน้าโตได้ตามสภาพ และคาดหวังว่าภาคการคลังในปีหน้าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าปีนี้

ส่วนในปีนี้ตัวที่ฉุดเศรษฐกิจคือ เรื่องโครงการลดหย่อนภาษีรถยนต์คันแรกที่ส่งมอบใกล้หมด และเทียบกับปีก่อนที่ฐานการขยายตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้ภาพรวมการอุปโภคบริโภคปีนี้ทั้งปีไม่ค่อยโตมากนัก ภาคการท่องเที่ยว ที่เห็นได้ว่าในเดือนต.ค. นักท่องเที่ยวจากจีนหายไปแล้ว 1 แสนคน หรือ 10 เดือนแรกของปีนี้โตเกือบ 20% ลดลงมากเมื่อเทียบช่วงเดียวกับปีก่อนที่โตเกือบ 80% จากผลพวงของมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของทางการจีน ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองในประเทศ

นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศนั้น ถ้าเราก้าวข้ามความไม่สงบทางการเมืองครั้งนี้ไปได้ การอุปโภคบริโภคในประเทศก็คงพอจะขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง เพียงแต่ในช่วงนี้ต้องยอมรับว่าไม่มีปัจจัยบวก ทำให้เศรษฐกิจซบเซาลงมาบ้าง ส่วนการลงทุนปีนี้ที่หดตัวมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการฟื้นตัวของภาคส่งออกที่ล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการผลิตหรือลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของเศรษฐกิจ

เสนอคนกลางร่วมหาทางออกประเทศ

ด้าน นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย ให้ความเห็นถึงการเมืองที่ยังตึงเครียดอยู่ว่า ทางออกของประเทศ ส่วนตัวมองว่า ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างกันมาก ดังนั้น ควรมีนักวิชาการเป็นคนกลางร่วมร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างจบลง เนื่องจากสถานการณ์การเมืองส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจจัดประชุมสัมมนา

"ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก คือ ธุรกิจเกี่ยวกับการจัดปสัมมนา เนื่องจากเวลาจัดต้องจองล่วงหน้า 1-2 ปี คนที่จัดจะไม่มั่นใจในเหตุการณ์เพราะกลัวจัดไปแล้วคนจะไม่มาร่วม อาจขาดทุน ซึ่งในต่างประเทศมักจัดประชุมใหญ่ในแถบเอเชีย ถ้าเมืองไทยถูกยกเลิกการจัดงานไป ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวถูกกระทบไปด้วย ปกติเดือนธ.ค. ของทุกปี คือ ช่วงเวลาการท่องเที่ยว (ไฮซีซัน) การเมืองอาจทำให้คนมาเที่ยวเมืองไทยน้อยลง"