วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ค้าปลีก'คงเป้าเมินการเมืองร้อน!

โบรกเกอร์ชี้ชุมนุมการเมืองกระทบกำไรกลุ่มค้าปลีกน้อย ประเมินปีหน้าโตสูงถึง 30% ได้อานิสงส์ลดภาษี-แบงก์หั่นดอกเบี้ย หนุนกำลังซื้อ

นักวิเคราะห์จากบล.เคเคเทรด เปิดเผยว่า ประเมินว่าปัจจัยการเมืองมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจใน 3 มิติ คือการท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตามจากความไม่สงบทางการเมืองปี 2552 -2553 พบว่ามีผลกระทบจำกัดต่อยอดขายในกลุ่มค้าปลีก โดยยอดขายรวมของ 5 บริษัทค้าปลีกทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็กเติบโตเฉลี่ยประมาณ 9% และ 14% ตามลำดับ และแม้จะมีการชุมนุมทางการเมืองปัจจุบันยืดเยื้อเกือบ 1 เดือน แต่บริษัทที่เราศึกษา 4 แห่ง คือซีพีออลล์ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) บริษัท โฮมโปร (HMPRO) และบริษัท คาร์มาร์ท (KAMART) ยังคงเป้าหมายการเติบโตยอดขายปีนี้

นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกจะมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในปีหน้า จากการคาดการณ์ของศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์หลายแห่งว่า การบริโภคภาคเอกชนจะกลับมาเติบโตเฉลี่ย 3% ขณะที่การลดดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี) มาอยู่ที่ 2.25% และการปรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่มีผลในปี 2557 จะช่วยลดภาระภาษีโดยเฉพาะผู้มีเงินได้สุทธิ 1.5 -3 แสนบาท ลดลงถึง 50% จากอัตราเดิม จะส่งผลทางอ้อมต่อการเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภค

โดยหากประเมินตามหลักเศรษฐศาสตร์ผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร (นันฟู้ด)ที่มีลูกค้าเป้าหมายระดับกลางจะได้ประโยชน์ มากกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มอาหาร จากการประมาณการ บริษัทกลุ่มค้าปลีกที่บริษัทศึกษาที่จะได้รับประโยชน์ มากที่สุดคือ โฮมโปร โกลบอล เคมาร์ท และซีพีออลล์

ทั้งนี้ ประเมินว่า กำไรสุทธิของทั้ง 4 บริษัท จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 30% จากปีก่อนหน้า ผลจาก 3 ปัจจัยหนุนคือ 1.การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม 5 - 7% ปัจจัยที่ 2.คือ จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% และ ความสามารถในการทำกำไรดีต่อเนื่อง จากยอดขายเฮ้าส์แบรนด์ รวมทั้งการประหยัดจากขนาด จากจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น

หากเปรียบเทียบในกลุ่มบริษัทที่ศึกษา คาดว่าบริษัท สยามโกลบอล จะมีกำไรสุทธิเติบโตสูงสุดที่ 50% จากปีก่อนหน้า ด้วยอานิสงส์ของฐานกำไรต่ำในปี 2556 และการขยายสาขาเชิงรุกอีก 12 สาขา ขณะที่คู่แข่งเริ่มชะลอการขยายสาขา ส่วนซีพีออลล์ จะมีกำไรสุทธิเติบโต 29% เป็นอันดับ 2 จากผลของแรงผนึกทางธุรกิจจากการซื้อกิจการของบริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) ชัดเจนขึ้น โดยฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักลงทุนกลุ่มค้าปลีก “มากกว่าตลาด”

น.ส.ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าระดับดัชนีปัจจุบันก็มีความน่าสนใจในการเข้าลงทุนหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี และมีปันผลที่สูง โดยแนะนำให้นักลงทุน เลือกหุ้นปันผลที่มีผลตอบแทนที่ระดับ 8 % ขึ้นไป นอกจากนี้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ก็มีความน่าสนใจในการลงทุนเช่นกัน โดยผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 % ต่อปี

"จริงๆแล้วการเก้บหุ้นปันผลนั้น ต้องเก็บในช่วงที่ผลการดำเนินงานทั้งปีของบริษัทออกมาแล้ว จึงจะเลือกได้ว่าหุ้นบริษัทไหนมีความน่าสนใจ แต่ระดับดัชนีที่ต่ำในปัจจุบันก็พอที่จะให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นปันผลได้ แต่นักลงทุนต้องถือหุ้นนานถึง 2-3 เดือน"

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. เอเซียพลัส เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้ามากดดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในช่วงนี้นั้น ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะเก็บหุ้นที่มี ปันผลที่ดีและมีความแข็งแกร่งในการลงทุน เนื่องจากมาการปรับตัวลดลงของราคาลงมาในระดับที่น่าสนใจ ซึ่งมองว่าปัจจุบันตลาดหุ้นได้ตอบรับผลความกังวลในข่าวการเมืองไปแล้ว

"ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดหุ้นน่าจะรับข่าวการเมืองไปหมดแล้ว ซึ่งตลาดหุ้นน่าจะอยู่ในภาวะเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง โดยฝ่ายวิจัยได้แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยให้ทยอยเก็บหุ้นโดยถือหุ้นในสัดส่วน 30-50 % ของพอร์ต"

เขากล่าวว่าโดยหลักในการคัดเลือกหุ้นนั้น แนะนำให้นักลงทุนเลือกหุ้นความเสี่ยงต่ำ ปันผลดี ราคาปิดกำไรต่อหุ้น (พี/อี)ไม่สูง โดยแนะนำให้นักลงทุนทยอยเก็บหุ้นเข้าพอร์ต โดยหุ้นที่ฝ่ายวิจัยคือ หุ้นของบริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เนื่องจากหุ้นดังกล่าวรับผลดีจากการขายสินทรัพย์เข่ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงได้ถูกคำนวณในดัชนี เซ็ท 100 รวมถึงยังให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนด้วยเงินปันผลที่ ระดับ 7 % แถมยังมีอัพไซด์ให้นักลงทุนโดยมีมูลค่าที่เหมาะสมถึง 24 บาท ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจนั้น ฝ่ายวิจัยมองว่า หุ้นของบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) ที่มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีปันผลที่สม่ำเสมอ อีกทั้งผลประกอบการของบริษัทยังไม่ถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกต่างๆ โดยมีปันผลรองอยู่ที่ระดับ 4.5 %