หอการค้าฯออกแถลงการณ์เสนอ 2 ฝ่ายเจรจา ก่อนตัดสินใจยุบสภา หวั่นชุมนุมยืดเยื้อกระทบท่องเที่ยว หลัง 28 ประเทศทั่วโลก เตือนให้ระวังเดินทางมาไทย
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ ได้หารือร่วมกันว่า หลังจากได้ติดตามความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จึงได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน ดังนี้
1.หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมเป็นแกนกลางกับทุกภาคส่วน เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ โดยยึดหลักการของกฎหมาย ความถูกต้องชอบธรรม ตามหลักของการบริหารจัดการบ้านเมือง โดยสถาบันภาคเอกชน มหาวิทยาลัย สถาบันสื่อมวลชน และทุกสถาบันที่เป็นการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยให้ทุกสถาบันมาร่วมเป็นคนกลาง เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจาร่วมกัน โดยไม่มีข้อเสนอ เงื่อนไขตั้งธงไว้ก่อน จึงเสนอตัวเป็นแกนกลางเปิดเวทีเจรจาร่วมกันกับทุกฝ่าย
2. หอการค้าฯ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของชาติ โดยเห็นว่าการใช้กลยุทธ์ทางการเมืองโดยตั้งเงื่อนไขจะนำไปสู่ความสี่ยงต่อการใช้ความรุนแรง จนทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย เสียเลือดเนื้อ จนถูกจดจำไว้ในประวัติศาสตร์
3. หอการค้าฯ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เห็นว่าการยุบสภา เป็นหนทางนำไปสู่สันติ แต่ก่อนจะยุบสภา ควรให้ทุกฝ่ายมาเปิดเวทีเจรจาร่วมกัน เพื่อหาข้อยุติก่อนยุบสภา โดยมีผู้แทนที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายมาเป็นคนกลางในการเจรจา และไม่ควรมีเงื่อนไขก่อนการเจรจา อีกทั้งมองว่าข้อเสนอการตั้งสภาประชาชนจากฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ จากการหารือกับหลายฝ่ายคงเป็นไปได้ยาก จึงอยากให้ทุกฝ่ายมาเจรจาร่วมกันเพื่อหาทางออก
4. หอการค้าฯ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ไม่ได้เข้าไปอยู่ในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยขอยืนหยัดในการป้องกันการคอร์รัปชั่น และมองว่าความขัดแย้งจะนำไปสู่ทางตัน จึงไม่อยากให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น
นายกลินท์ สารสิน เลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นของหอการค้าทั่วประเทศ พบว่า สัดส่วน 60-70% ต้องการให้ยุบสภา สัดส่วน 30% ต้องการให้มีการเจรจาร่วมกัน ยอมรับว่าหากมีการชุมนุมยืดเยื้อกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะ 28 ประเทศทั่วโลกได้เตือนให้ระวังการเดินทางเข้าไทย ยังกระทบต่อภาคการส่งออก รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวม ภาคเอกชนจึงต้องการให้ทุกฝ่ายเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยวันที่ 2 ธันวาคมนี้ จะนำแถลงการณ์ดังกล่าวหารือในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)









