"หมอวรงค์-นิพนธ์"วิพากษ์โครงการรับจำนำข้าว ทำลายธุรกิจค้าข้าวของประเทศ โอกาสทวงแชมป์ริบหรี่!
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมวิพากษ์นโยบายรับจำนำข้าวเปลือก ร่วมกับนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน อดีตผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) และผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว หัวข้อ"นโยบายจำนำทำไทยเสียแชมป์ผู้ส่งออกข้าวจริงหรือไม่?" ในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ราคาสูงถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตันของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นต้นเหตุให้การส่งออกข้าวของประเทศไทยลดลงต่อเนื่อง จนทำให้ต้องเสียแชมป์ส่งออกข้าว เพราะราคาสูงกว่าตลาดโลก โดยคาดว่าสิ้นปี 2556 จะส่งออกได้เพียง 6 ล้านตันจากที่เคยส่งออกได้มากถึงปีละ 10 ล้านตัน ดังนั้นในปี 2557 ประเทศไทยจะมีโอกาสกลับมาทวงแชมป์ส่งออกข้าวคืนได้หรือไม่
นิพนธ์ ชี้ว่า เป็นเรื่องยากที่ประเทศไทยจะทวงแชมป์ส่งออกข้าวกลับมา และต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะที่ผ่านมาเครดิตด้านคุณภาพสินค้าข้าวของไทยเสียไปแล้ว และต่างประเทศไม่เชื่อถือด้วยเหตุ 3 ประการ คือ 1. ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาชาวนาเร่งปลูกข้าว อายุสั้น เพื่อให้ทันเข้าร่วมโครงการจำนำ 2. ผลผลิตข้าวสูงขึ้น แต่คุณภาพความอร่อยหายไป เพราะชาวนาไม่ใส่ใจเรื่องนี้ และ3.ชาวนาเริ่มนำสารเคมีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อเร่งให้ข้าวมีสีเหลืองหรือสุกเร็วขึ้น ซึ่งน่ากลัวมาก เพราะข้าวยังไม่สุกหากนำไปสีเป็นข้าวสารจะไม่มีความอร่อย ขณะนี้กลไกตลาดค้าข้าวพังหมดแล้ว กว่าจะสร้างเครดิตให้กลับมาได้ต้องใช้เวลาอีกหลายปี และกว่าจะระบายสต็อกออกมาอีกจุดนี้รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องที่อันตรายสำหรับตลาดค้าข้าว หากรัฐบาลไม่แก้ปัญหานี้ในอนาคตประเทศไทยอาจต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศมาบริโภค
" ถ้านโยบายผิดพลาด รัฐบาลต้องกล้ายกเลิก ไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์เมืองไทยจะจารึกว่า รัฐบาลชุดนี้ทำลายธุรกิจค้าข้าวและเศรษฐกิจประเทศ" นิพนธ์ ระบุ
เผย3ปัจจัยราคาข้าวปีหน้าดิ่งต่อ
นิพนธ์ ยังวิเคราะห์ว่า แนวโน้มราคาข้าวตลาดโลกปีหน้าจะยังคงลดลงต่อเนื่องจากปี 2556 สาเหตุจาก 3 ปัจจัยได้แก่ 1. ผลผลิตข้าวโลกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1% คิดเป็นประมาณ 4 ล้านตัน โดยเฉพาะจากประเทศเวียดนามและ อินเดีย 2. เมื่อผลผลิตเพิ่มก็ส่งผลต่อปริมาณสต็อกข้าวโลกสูงขึ้น โดยองค์การอาหารและยา สหประชาชาติ ประเมินว่าจะสต็อกข้าวโลกเป็น 106 ล้านตันข้าวสาร จากปกติจะอยู่ที่ 100 ล้านตันข้าวสารน่าจะเพียงพอสำหรับการบริโภคของประชากรโลก นอกจากนั้นผลผลิตธัญพืช อื่นๆก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน อาทิ ข้าวสาลี เพิ่มขึ้น 50 ล้านตัน ข้าวโพด เพิ่มเป็น 100 ล้านตัน โดยเฉพาะผลผลิตจากจีน ฉะนั้นราคาข้าวตลาดโลกจึงไม่มีทางขยับขึ้น
"กระทรวงพาณิชย์ ยังยืนยันว่า จะการส่งออกข้าวปีนี้จะอยู่ที่ 6- 7 ล้านตัน แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่งออกได้ประมาณ 5.7 ล้านตัน เหลือเวลาอีกราว 20 วันก่อนสิ้นปี ต้องส่งออกให้ได้อีก 3 แสนตันก็เป็นเรื่องไม่ง่าย ขณะที่ปีนี้คาดว่า อินเดีย จะส่งออกข้าวได้ 11 ล้านตัน เวียดนาม 7 ล้านตันและ ไทย 6 ล้านตัน ดังนั้นโอกาสที่ไทยจะแย่งตลาดกลับมาเป็นแชมป์เหมือนเดิมไม่มีทาง ภาครัฐพูดไปเรื่อยแบบไม่รับผิดชอบ "
นิพนธ์ ยังชี้ว่า ในอดีตหลายรัฐบาลก็มีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก แต่ไม่เคยขาดทุนมากเท่าที่เกิดกับรัฐบาลชุดนี้ โดยเฉลี่ยจะขาดทุนราว 4-8 หมื่นล้านบาทต่อปี หรือโครงการประกันรายได้เกษตรกรก็ขาดทุนปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหลักการของโครงการรับจำนำนั้น ในช่วงต้นฤดูเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะข้าวนาปี ชาวนาจะเก็บเกี่ยวพร้อมกัน เนื่องจากชาวนาต้องเร่งขายข้าวนำเงินไปใช้จ่าย ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ แต่ทางแก้ไขคือ รัฐบาลต้องดึงข้าวส่วนเกินออกจากตลาดเฉลี่ย 20%จะทำให้ราคาข้าวกระเตื้องขึ้น
"เฉพาะเนื้อข้าวจริงขาดทุนปีละ 1 แสนล้านบาทไม่รวมค่าบริหารจัดการและดอกเบี้ย คาดขาดทุนเป็น 2 แสนล้านบาท รวม 2 ปีขาดทุน 4 แสนล้านบาท และปี 2556/2557 จะยิ่งขาดทุนมากกว่านี้ เพราะรัฐบาลกำหนดเพดานรับจำนำไว้รายละ 3.5 แสนบาท ก็จะมีข้าวที่เข้าโครงการจำนำไม่ได้เหลืออยู่ ดังนั้นแนวโน้มเห็นชัดเจนว่า ข้าวเกี่ยวสดจะร่วมมาอยู่ที่ 6,000 บาทเศษต่อตัน ดังนั้นข้าวที่เข้าโครงการไม่ได้ชาวนาจะยิ่งขาดทุนและอยู่ไม่ได้"
ชี้จำนำดันราคาข้าวเปลือกแพงกว่าข้าวสาร
ด้าน วรงค์ ชี้ว่า หลักคิดของรัฐบาลบอกว่า โครงการจำนำข้าวจะช่วยชี้นำราคาตลาดโลก จึงเก็บสต็อกข้าวไว้ก่อนยังไม่ขาย เพื่อหวังให้ราคาข้าวสูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว ได้ผลแค่จิตวิทยาในช่วงแรก ที่สำคัญปกติราคาข้าวสารจะแพงกว่าข้าวเปลือก แต่วันนี้ประเทศไทยเกิดปรากฏการณ์ข้าวสารถูกกว่าข้าวเปลือก หมายความว่าเฉลี่ยราคาข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาทต่อตัน สีเป็นข้าวสารควรจะเป็น 2.4 หมื่นบาทต่อตัน แต่เมื่อนักวิชาการคำนวณค่าบริหารจัดการและดอกเบี้ยบวกเข้าไป เป็น 2.8 หมื่นบาทต่อตัน แต่ขณะนี้ราคาข้าวสารกลับตกมาอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน ถูกกว่าข้าวเปลือกที่ราคาถึง 1.5 หมื่นบาทต่อตัน
"มีดาบหลายเล่มแทงไปที่ชาวนา ต้องยอมรับว่า ข้าวเปลือกกับข้าวสารเป็นหั่งเช้งและสัมพันธ์กัน เมื่อราคาข้าวสารอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาท ราคาข้าวเปลือกก็จะยิ่งลดเหลือเพียง 7 พันบาทต่อตัน และถ้ายิ่งกำหนดเพดานไม่เกินรายละ 3.5 แสนบาท และลดผลผลิตต่อไร่เหลือ 570 ไร่ แต่ชาวนาผลิตได้ 900 ไร่ ส่วนที่เหลือชาวนาก็ต้องขายเงินสดราคาก็ยิ่งจะถูกกดลงและหากรัฐบาลระบายสต็อกออกมาอีกราคาข้าวสารในตลาดก็จะลดลง เมื่อราคาข้าวสารลดข้าวเปลือกก็ต้องตกตามไปด้วยเท่ากับชาวนาเดือดร้อน"
วรงค์ ยังเชื่อว่ารัฐบาลจะกล้ำกลืนฝืนทนยืนยันเดินหน้านโยบายจำนำข้าวต่อไป โดยไม่คิดถึงเรื่องของการขาดทุน วันนี้สิ่งที่รัฐบาลบอกกับข้อเท็จจริงมันต่างกัน ดังนั้นโอกาสที่ประเทศไทยจะทวงแชมป์ส่งออกข้าวกลับมาจึงเป็นไปได้ยาก หากยังมีโครงการจำนำข้าวเปลือกด้วยราคาสูงกว่าตลาดขนาดนี้
"ผมสนับสนุนแนวคิดให้กำหนดไว้รัฐธรรมนูญว่า หากการเมืองเข้ามาบริหารประเทศและมีนโยบายใดที่ผิดพลาดทำให้ประเทศเสียหายต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะเงินที่นำไปใช้ดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเป็นภาษีประชาชน "






