วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทิสโก้สบช่องหุ้นผันผวนออกทริกเกอร์ฟันด์ต่อ

บลจ.ทิสโก้พร้อมออกกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ต่อเนื่อง หากตลาดผันผวนและมีโอกาสในการทำกำไร 10 - 15% มองปีหน้ายังให้น้ำหนักหุ้นเป็นหลัก

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยจะมีลักษณะการซื้อขายแบบเทรดดิ้งมาร์เก็ต ซึ่งจะมีจังหวะให้เข้าออกเป็นระลอก โดยยังมีโอกาสให้กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ได้เข้าไปทำกำไรบ้างแต่คงจะต้องดูภาวะตลาดประกอบด้วย ที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ทั้งลงทุนในไทย และต่างประเทศออกมาเสมอ

โดยทุกครั้งที่ออกจะต้องเห็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนประมาณ 10 -15% และเวลาออกกองทุนตั้งเป้าหมายผลตอบแทนอยู่ที่ 8% โดยบริษัทมีการจัดทำรายงานไว้ว่าดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่เท่าไรและจะมีการแกว่งตัวหรือขึ้นลงที่เท่าไร หากกองทุนยังไม่ทริกเกอร์ก็จะเปิดให้เป็นกองทุนเปิด แต่หลังจากเป็นกองเปิดแล้วส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาเพียง 1 - 2

เดือนผลตอบแทนก็เข้าเป้าตามที่ตั้งไว้ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบลจ.มีบทบามมากขึ้นในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน ขณะเดียวกันหุ้นไทยเริ่มลงทุนยากขึ้น ซึ่งกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ก็เป็นตัวช่วยที่ดีของนักลงทุน

"ในปี 57 บริษัทยังให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี แต่หากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ก็ควรจะกระจายการลงทุนไปลงทุนต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วเช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่อย่างจีน ส่วนการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ก็ควรจะปรับระยะของการถือครองตราสารหนี้ระยะสั้นประมาณ 1 - 2 ปีเนื่องจากดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปี57 อาจมีการปรับขึ้นได้"

นายธีรนาถ ยังกล่าวอีกว่า บริษัทยังมองตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจมีเพราะมีราคาถูกมีการซื้อขายที่ระดับสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ประมาณ 8 เท่า ซึ่งยังถูกมากเมื่อเทียบกับศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวของจีน โดยราคาหุ้นปัจจุบันของดัชนี HSCEI เทรดที่ระดับสัดส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) ประมาณ 1.1 เท่า

ซึ่งเป็นระดับเดียวกับในช่วงวิกฤตซับไพร์มในปี08 ที่สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสในขาขึ้น (Upside) อีกมาก โดยเฉพาะนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในแผนพัฒนา 10 ปี ซึ่งมาตรการเชิงบวกของจีนมีอยู่ 10 ประการ คือ 1) การผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนของภาคเอกชน 2) การผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ 3) การเปิดเสรีทางการเงิน 4)การปฏิรูปที่ดินและระบบการจดทะเบียนครัวเรือน 5) การปฏิรูปการกำหนดราคาทรัพยากร 6) การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ 7) การปฏิรูปภาคการคลัง 8) การปฏิรูประบบประกันสังคม 9) การพัฒนาตลาดพันธบัตรรัฐบาลท้องถิ่น และ 10) การผ่อนคลายนโยบายบุตรหนึ่งคน

"สำหรับภาพรวมของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ในปีนี้ก็ยังเติบโตอยู่ แม้ว่าในธุรกิจการเงินจะมีการแข่งขันกันพอสมควร แต่บริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนกองทุนส่วนบุคคลก็เติบโตด้วยเช่นกัน ขณะที่กองทุนรวมนั้นก็ยังเติบโตได้โดยเฉพาะกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ส่วนกองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศก็มีครบแล้วซึ่งหากเรามองว่าจังหวะไหนควรลงทุนกองต่างประเทศกองใดก็จะมีการโปรโมทกองทุนที่มีอยู่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน"