"หมอวรงค์"ผ่าเครือข่ายการมืองโยงนายกฯ สวาปามข้าวถุงสต็อกรัฐ
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระญัตติด่วนการขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วันที่สอง โดยมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเอกสารมาประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ มีส่วนร่วมทุจริตโครงการระบายข้าวถุงของรัฐบาล
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตในโครงการระบายข้าวของรัฐบาล ในการนำข้าวสารไปทำข้าวถุง ตรา อคส. เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูก โดยมติ กขช. ให้ดำเนินการทำข้าวถุง จำนวน 4 ครั้งใหญ่ คือ 1.เดือนต.ค. 2554 ให้จัดทำข้าวถุง 1 แสนตัน คิดเป็น 20 ล้านถุง 2.เดือนมี.ค. 2555 จำนวน 1 แสนตัน คิดเป็น 20 ล้านถุง 3.เดือนพ.ค. 2555 ให้ทำ 5 แสนตัน คิดเป็น 100 ล้านถุง และ 4.เดือนธ.ค. 2555 ให้ทำข้าวถุง 1.8 ล้านตัน โดยแบ่งให้ทำจำนวน 6 ครั้งภายในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2556 เดือนละ 3 แสนตัน โดยรวมทั้งหมดจะใช้ข้าว 2.5 ล้านตัน คิดเป็นข้าวถุง 500 ล้านถุง
อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน แต่มีการทำแบบพร่ำเพรื่อ เพราะมติแรก ที่ออกมาเมื่อเดือนต.ค. 2554 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ, มติที่ 2 ทราบว่าทำเสร็จแล้วแต่มีปัญหา, มติที่ 3 ทำไม่แล้วเสร็จ และมติที่ 4 ดำเนินการไปได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2556 ทางอนุกรรมการระบายข้าว ได้สั่งให้ อคส. ทำหนังสือเวียนไปยังบริษัทที่ปรับปรุงข้าวถุงยุติการปรับปรุงดังกล่าว
นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ในโครงการทำข้าวถุงส่วนของตรา อคส. พบว่ามีการทำทุจริตในส่วนของเอกสาร ที่พบว่ามีการทำหนังสือสัญญาปลายเปิด โดยไม่ระบุระยะเวลาที่ทำโครงการแล้วเสร็จ นอกจากนั้นแล้วในเอกสารสัญญาในมติที่ 4 เมื่อเดือนธ.ค. 2555 ไม่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่รัฐร่วมลงนามกับบริษัทคู่สัญญา แต่กลับพบว่ามีการเบิกข้าวเพื่อไปดำเนินการบรรจุถุง ทำให้เกิดกระบวนการที่ส่อทุจริตในการนำข้าวในโครงการมาเวียนเทียน
จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่ารัฐบาลได้ให้ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท สยามรักษ์, บริษัทคอน-ไซน์ เทรดดิ้ง และ บริษัท ร่มทอง เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตรา อคส. และมีโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว คือ โรงสีเจียเม้ง, โรงสีโชควรลักษ์ และ โรงสีสิงห์โตทอง โดยตามกระบวนการปกติของโครงการ คือ อคส. เป็นผู้ออกใบเบิกข้าวให้กับตัวแทนจำหน่าย เพื่อนำมาเบิกข้าวกับโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว จากนั้นโรงสีจะจัดส่งข้าวไปยังสถานที่ที่ตัวแทนจำหน่ายต้องการตามเงื่อนไขสัญญา และขายกับประชาชนถุงละ 70 บาท แต่ข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีกระบวนการนำข้าวไปจำหน่ายประชาชน มีเพียงการออกใบเบิกข้าวเท่านั้น
"กระบวนการทุจริต คือ บริษัทตัวแทนจำหน่ายนำเงินของโรงสีผู้ปรับปรุงข้าวไปชำระให้ อคส. ด้วยการออกแคชเชียร์เช็ค เมื่อ อคส. ออกใบเบิกข้าวให้ตัวแทนจำหน่ายแล้ว ตัวแทนจำหน่ายนำใบเบิกข้าวคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงก็จบ และถือว่านำกระดาษมาค้าขายกัน โดยไม่มีข้าวถุงจำหน่ายในตลาด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ข้าวไม่ถึงมือคนจน โดยดีลครั้งนี้เกิดขึ้นที่ อคส. และถ้าเป็นกรณีที่มีการซื้อขายจริงต้นทุนข้าวสาร 2.8 หมื่นบาทต่อตัน กลับมาขายเพียง 8 พันบาทต่อตัน ทำให้เสียหายชัดเจน 2 หมื่นบาทต่อทุกตัน ที่ทำข้าวถุง "
การตรวจสอบพบว่ากระบวนการดังกล่าว ผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่าย บอร์ดอคส. และโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว พบว่ามีความเกี่ยวโยงผ่าน นพ.เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ รองประธานบอร์ด อคส.ซึ่งเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกับ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตกรรมการบริหารบริษัทสยามรักษ์ รวมถึงนักธุรกิจวงการค้าข้าวที่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะรัฐมนตรี อักษรย่อ "ว." สายตรง เจ๊ ด. ที่สนับสนุนโรงสีข้าวสิงห์โตทอง ในจังหวัดกำแพงเพชร
นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวถุง ตรา อคส. จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนของบริษัทสยามรักษ์ พบว่าประกอบธุรกิจส่งดอกไม้, สมุนไพรอบแห้งส่งออก แต่ได้งานเป็นผู้จำหน่ายข้าวถุง และจากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่องกรรมการบริหาร พบว่ามีนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ น้องชายของ นพ.เกรียงชัย เป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์ นอกจากนั้นแล้วมี นพ.วีระวุฒิ เป็นกรรมการบริหาร แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2554 ดังนั้น เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ จึงถือว่ามีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง
ขณะที่ 2 บริษัท คือ บริษัทคอน-ไซน์ฯ พบว่าเป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ผลประกอบการขาดทุน 2 ปีติดต่อกัน, บริษัทร่มทอง สภาพบริษัทตั้งอยู่ในหมู่บ้านโทรมๆ ใน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ขณะที่ป้ายบริษัทได้ระบุว่าเป็นชื่อซอย โดยผลประกอบการขาดทุน 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวนั้นทำหน้าที่เป็นเพียงนอมินีเท่านั้น จากกระบวนการนี้หากตรวจสอบพบการทุจริต จะทำให้รัฐเสียหายมากถึง 5 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้ได้มีการสั่งระงับโครงการไปแล้วเมื่อ 26 ก.ค. 2556









