วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผ่าเครือข่ายการเมืองสวาปามข้าวถุง

"หมอวรงค์"ผ่าเครือข่ายการมืองโยงนายกฯ สวาปามข้าวถุงสต็อกรัฐ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาวาระญัตติด่วนการขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วันที่สอง โดยมี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเอกสารมาประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ มีส่วนร่วมทุจริตโครงการระบายข้าวถุงของรัฐบาล

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตในโครงการระบายข้าวของรัฐบาล ในการนำข้าวสารไปทำข้าวถุง ตรา อคส. เพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูก โดยมติ กขช. ให้ดำเนินการทำข้าวถุง จำนวน 4 ครั้งใหญ่ คือ 1.เดือนต.ค. 2554 ให้จัดทำข้าวถุง 1 แสนตัน คิดเป็น 20 ล้านถุง 2.เดือนมี.ค. 2555 จำนวน 1 แสนตัน คิดเป็น 20 ล้านถุง 3.เดือนพ.ค. 2555 ให้ทำ 5 แสนตัน คิดเป็น 100 ล้านถุง และ 4.เดือนธ.ค. 2555 ให้ทำข้าวถุง 1.8 ล้านตัน โดยแบ่งให้ทำจำนวน 6 ครั้งภายในระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2556 เดือนละ 3 แสนตัน โดยรวมทั้งหมดจะใช้ข้าว 2.5 ล้านตัน คิดเป็นข้าวถุง 500 ล้านถุง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน แต่มีการทำแบบพร่ำเพรื่อ เพราะมติแรก ที่ออกมาเมื่อเดือนต.ค. 2554 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ, มติที่ 2 ทราบว่าทำเสร็จแล้วแต่มีปัญหา, มติที่ 3 ทำไม่แล้วเสร็จ และมติที่ 4 ดำเนินการไปได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2556 ทางอนุกรรมการระบายข้าว ได้สั่งให้ อคส. ทำหนังสือเวียนไปยังบริษัทที่ปรับปรุงข้าวถุงยุติการปรับปรุงดังกล่าว

นพ.วรงค์ อภิปรายต่อว่า ในโครงการทำข้าวถุงส่วนของตรา อคส. พบว่ามีการทำทุจริตในส่วนของเอกสาร ที่พบว่ามีการทำหนังสือสัญญาปลายเปิด โดยไม่ระบุระยะเวลาที่ทำโครงการแล้วเสร็จ นอกจากนั้นแล้วในเอกสารสัญญาในมติที่ 4 เมื่อเดือนธ.ค. 2555 ไม่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่รัฐร่วมลงนามกับบริษัทคู่สัญญา แต่กลับพบว่ามีการเบิกข้าวเพื่อไปดำเนินการบรรจุถุง ทำให้เกิดกระบวนการที่ส่อทุจริตในการนำข้าวในโครงการมาเวียนเทียน

จากข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่ารัฐบาลได้ให้ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท สยามรักษ์, บริษัทคอน-ไซน์ เทรดดิ้ง และ บริษัท ร่มทอง เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวตรา อคส. และมีโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว คือ โรงสีเจียเม้ง, โรงสีโชควรลักษ์ และ โรงสีสิงห์โตทอง โดยตามกระบวนการปกติของโครงการ คือ อคส. เป็นผู้ออกใบเบิกข้าวให้กับตัวแทนจำหน่าย เพื่อนำมาเบิกข้าวกับโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว จากนั้นโรงสีจะจัดส่งข้าวไปยังสถานที่ที่ตัวแทนจำหน่ายต้องการตามเงื่อนไขสัญญา และขายกับประชาชนถุงละ 70 บาท แต่ข้อเท็จจริง พบว่าไม่มีกระบวนการนำข้าวไปจำหน่ายประชาชน มีเพียงการออกใบเบิกข้าวเท่านั้น

"กระบวนการทุจริต คือ บริษัทตัวแทนจำหน่ายนำเงินของโรงสีผู้ปรับปรุงข้าวไปชำระให้ อคส. ด้วยการออกแคชเชียร์เช็ค เมื่อ อคส. ออกใบเบิกข้าวให้ตัวแทนจำหน่ายแล้ว ตัวแทนจำหน่ายนำใบเบิกข้าวคืนให้กับโรงสีผู้ปรับปรุงก็จบ และถือว่านำกระดาษมาค้าขายกัน โดยไม่มีข้าวถุงจำหน่ายในตลาด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ข้าวไม่ถึงมือคนจน โดยดีลครั้งนี้เกิดขึ้นที่ อคส. และถ้าเป็นกรณีที่มีการซื้อขายจริงต้นทุนข้าวสาร 2.8 หมื่นบาทต่อตัน กลับมาขายเพียง 8 พันบาทต่อตัน ทำให้เสียหายชัดเจน 2 หมื่นบาทต่อทุกตัน ที่ทำข้าวถุง "

การตรวจสอบพบว่ากระบวนการดังกล่าว ผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่าย บอร์ดอคส. และโรงสีผู้ปรับปรุงข้าว พบว่ามีความเกี่ยวโยงผ่าน นพ.เกรียงชัย ประสงค์สุกาญจน์ รองประธานบอร์ด อคส.ซึ่งเป็นนักเรียนแพทย์รุ่นเดียวกับ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตกรรมการบริหารบริษัทสยามรักษ์ รวมถึงนักธุรกิจวงการค้าข้าวที่มีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะรัฐมนตรี อักษรย่อ "ว." สายตรง เจ๊ ด. ที่สนับสนุนโรงสีข้าวสิงห์โตทอง ในจังหวัดกำแพงเพชร

นอกจากนั้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวถุง ตรา อคส. จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในส่วนของบริษัทสยามรักษ์ พบว่าประกอบธุรกิจส่งดอกไม้, สมุนไพรอบแห้งส่งออก แต่ได้งานเป็นผู้จำหน่ายข้าวถุง และจากการตรวจสอบข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่องกรรมการบริหาร พบว่ามีนายเกรียงศักดิ์ ประสงค์สุกาญจน์ น้องชายของ นพ.เกรียงชัย เป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์ นอกจากนั้นแล้วมี นพ.วีระวุฒิ เป็นกรรมการบริหาร แต่ได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2554 ดังนั้น เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ จึงถือว่ามีความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมือง

ขณะที่ 2 บริษัท คือ บริษัทคอน-ไซน์ฯ พบว่าเป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ผลประกอบการขาดทุน 2 ปีติดต่อกัน, บริษัทร่มทอง สภาพบริษัทตั้งอยู่ในหมู่บ้านโทรมๆ ใน อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ขณะที่ป้ายบริษัทได้ระบุว่าเป็นชื่อซอย โดยผลประกอบการขาดทุน 2 ปีติดต่อกัน ซึ่งทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวนั้นทำหน้าที่เป็นเพียงนอมินีเท่านั้น จากกระบวนการนี้หากตรวจสอบพบการทุจริต จะทำให้รัฐเสียหายมากถึง 5 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้ได้มีการสั่งระงับโครงการไปแล้วเมื่อ 26 ก.ค. 2556