วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะรัฐเร่งรถไฟรางคู่ ไทยไม่พร้อม'เร็วสูง'

นักวิชาการแนะรัฐบาลเร่งรถไฟรางคู่ ชี้ไทยไม่พร้อมรถไฟความเร็วสูง

รัฐบาลอยู่ระหว่างผลักดันร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งผ่านการพิจารณาวาระ 3 แล้ว โครงการนี้จะมีผลดีผลเสียอย่างไร รุทธิ์ พนมยงค์ หัวหน้าสาขาวิชาการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ณรงค์ ป้อมหลักทอง นักวิชาการอิสระ ด้านการขนส่งระบบราง ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในรายการ "บิซิเนส ทอล์ค" กรุงเทพธุรกิจทีวี

ณรงค์ กล่าวว่า โครงการ 2 ล้านล้านบาท รัฐจะต้องลำดับความสำคัญให้ดีว่าควรจะลงทุนส่วนไหน อย่างไร จึงจะสร้างประโยชน์กับประเทศมากที่สุด โดยการลงทุนที่เห็นด้วย คือ การลงทุนรถไฟรางคู่ 1.65 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีความเหมาะสม และสร้างประโยชน์ได้จริง โดยเฉพาะเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เกิดขึ้นในปี 2558 รวมไปถึงการเชื่อมโยงการขนส่งกับจีนในอนาคต

ทั้งนี้เห็นว่าการขนส่งทางรถไฟ สามารถตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณ หรือต้นทุนที่ต่ำกว่าการขนส่งทางถนน 4-5 เท่าตัว แต่พบว่าปัจจุบัน การขนส่งทางรถไฟมีสัดส่วนแค่ 1.8% เท่านั้นซึ่งถือว่าต่ำมาก

"ที่สำคัญ คือ การขนส่งปัจจุบันเก็บต้นทุนจากเอกชนต่ำกว่าความเป็นจริง 30% ซึ่งในขณะนี้อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ในอนาคต เมื่อเพื่อนบ้านเข้ามาใช้มากขึ้น เท่ากับว่าไทยต้องอุดหนุนค่าใช้จ่ายให้ 30% เช่นกัน"

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มค่าธรรมเนียมขนส่งทางถนนไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง แต่ต้องพัฒนาระบบรางให้มีศักยภาพ ทั้งเรื่องของความเร็วจากปัจจุบันที่เฉลี่ยตลอดเส้นทางประมาณ 20 กม./ชม. ความปลอดภัย และต้นทุน ซึ่งจะเป็นการดึงดูดให้คนหันมาใช้บริการแทนขนส่งทางถนน

ทั้งนี้ การสร้างรถไฟรางคู่จะเป็นเหมือนกระดูกสันหลังที่เชื่อมโยงตั้งแต่สิงคโปร์ไปจีนตอนใต้ จากนั้นใช้การขนส่งทางรถบรรทุกที่ปัจจุบันมีอยู่ 6-7 แสนคัน เชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้านทางซ้ายและขวาในรัศมีประมาณ 300 กม. หรือประมาณ 1 วัน

หวั่นรถไฟความเร็วสูงไปไม่รอด

ในส่วนของการสร้างรถไฟความเร็วสูงเห็นว่า ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม และหากสร้างจริงนอกจากจะขาดทุนแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังสายการบินต้นทุนต่ำอีกด้วย

"กลัวว่าทั้งรถไฟความเร็วสูง และ โลว์คอสท์ แอร์ไลน์ จะกอดคอกันเจ๊ง"

ณรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศที่มีรถไฟความเร็วสูงมาจากองค์ประกอบสองสามประการ คือ 1.การขนส่งทางรถไฟปกติเต็ม 2.มีเทคโนโลยี และ 3.ส่งออกเทคโนโลยี แต่ไทยไม่มีองค์ประกอบดังกล่าวเลย เป็นผู้ซื้อ 100% รวมไปถึงการซ่อมบำรุงที่จะเกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า

โครงการอื่นที่น่าลงทุนคือ รถไฟฟ้าในกรุงเทพและชานเมือง เพื่อผลักดันกรุงเทพให้เป็นเมืองน่าอยู่ รองรับผู้บริหารจากเพื่อนบ้านในอนาคตที่จะเข้ามา รวมไปถึงนักลงทุนต่างๆ อีกด้วย

แนะเปิดด่านดันจีดีพี

รุทธิ์ กล่าวว่า การลงทุนระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรางคู่หรือว่ารถไฟความเร็วสูงจะเป็นตัวดึงดูดปัจจัยการผลิตจากเพื่อนบ้าน และจะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศแต่อาจจะไม่เห็นผลในระยะสั้น ต้องใช้เวลาระยะยาว 20-30 ปี

นอกจากนี้การวิจัยพบว่าหากไทยมีการลงทุนจะมีส่วนผลักดันจีดีพี ให้เติบโตเพิ่มอีก 2% แต่ขณะเดียวกันจะมีประเทศที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ กัมพูชา และพม่า เนื่องจากเมื่อเชื่อมโยงการขนส่ง แรงงานก็จะกลับเข้ามาในไทยเพราะได้ค่าแรงดีกว่า นักลงทุนก็สามารถที่จะลงทุนในไทยไม่ต้องย้ายไปเพื่อนบ้าน

รุทธิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเห็นว่าการลงทุนของภาครัฐ ควรจะให้ความสำคัญกับภาพเล็กๆ ด้วย คือ การเปิดด่านชายแดนเพิ่มเติม 41 แห่ง เนื่องจากการวิจัยพบว่าจะมีผลให้จีดีพีเติบโตเพิ่มขึ้น 0.8% ในระยะเวลาที่รวดเร็ว และใช้เงินลงทุนไม่มากในระดับประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

"2 ล้านล้าน เป็นเหมือนกับฮาร์ดแวร์ แต่การเปิดด่าน การสร้างความสะดวกเช่น การผ่านด่านไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงเป็นซอฟต์แวร์ที่สำคัญที่รัฐไม่ควรมองข้าม"

ด้านณรงค์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การเปิดด่านหรือการพัฒนาด่าน ไทยจะต้องได้รับความร่วมมือจากเพื่อนบ้าน เพราะหากฝั่งไทยมีความรวดเร็ว แต่เพื่อนบ้านล่าช้า ผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านแทน เพราะจะเกิดธุรกิจการซื้อขายสินค้า อาหาร เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ด่านมุกดาหารก่อนหน้านี้

รุทธิ์ กล่าวว่า การวิจัยยังพบอีกว่าหลังการเกิดขึ้นของเออีซี อุตสาหกรรมที่จะมีการเคลื่อนย้าย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การ์เมนท์ และ โลจิสติกส์ โดยยานยนต์ กับอิเล็กทรอนิกส์จะมีการเคลื่อนย้ายไปยังภูมิภาค เช่น อีสาน แต่การ์เมนท์จะออกนอกประเทศ ไป กัมพูชา พม่า ส่วน โลจิสติกส์ จะมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาในไทยมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย ลดสถานะเป็นผู้รับช่วงต่อ