ผลสำรวจ"แกรนท์ ธอนตัน" ผู้บริหารไทยเชื่อมั่นต่ำสุด 2 ปีปม "เศรษฐกิจ-การเมือง"
ผลการสำรวจล่าสุดจากรายงาน "Focus on :Thailand ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานผลการสำรวจนานาชาติของแกรนท์ ธอนตัน (The Grant Thornton International Business Report : IBR) หรือ ไอบีอาร์ ซึ่งสำรวจทัศนคติของผู้บริหารในภาคธุรกิจกว่า 3,000 คนจาก 45 ประเทศทั่วโลกเป็นรายไตรมาส ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่าไทยมีความคาดหวังลดลงต่อการขยายตัวของธุรกิจในปีหน้าโดยส่วนใหญ่กังวลปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง
นายเอียน แพสโก กรรมการบริหาร แกรนท์ ธอร์นตัน บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของอังกฤษในไทย กล่าวถึงความเชื่อมั่นของผู้บริหารบริษัทไทยในไตรมาส 3 ปีนี้ว่า ทัศนคติของผู้บริหารในไทย ได้ปรับลดลงอยู่ที่ระดับติดลบ 28% ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่ไทยประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ซึ่งความเชื่อมั่นของกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารธุรกิจในไทย ที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจช่วง 12 เดือนข้างหน้า ลดลงติดลบ 28% เทียบกับระดับเป็นบวก 22%ในไตรมาส 2 ปีเดียวกัน
โดยผลสำรวจทัศนคติของผู้บริหารไทยข้างต้น เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับกลุ่มผู้บริหารธุรกิจชาติต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งมีมากถึง 39% ที่แสดงความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากระดับ 26% ในไตรมาส 2 โดยผู้บริหารธุรกิจในฟิลิปปินส์กับเวียดนามมีทัศนคติเป็นบวกเพิ่มขึ้นมากสุด
ขณะที่ผู้บริหารธุรกิจในจีนมีมุมมองเป็นบวก มีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคช่วง 1 ปีข้างหน้ามากขึ้นเป็น 31% ในไตรมาส 3 เทียบกับ 4% ในไตรมาส 2
ส่วนใหญ่กังวลปัญหาศก.-การเมือง
ในรายงานไอบีอาร์ของแกรนท์ธอร์นตัน ระบุว่า 80% ของกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารในไทย ยอมรับว่าความไม่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสะท้อนจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ทำให้พวกเขากังวลและเครียดกับการประเมินแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งเป็นระดับความเห็นที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 60% ของกลุ่มผู้บริหารธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน และมากกว่าผลสำรวจครั้งก่อนในไตรมาส 2 ปีนี้
นอกจากนี้รายละเอียดผลสำรวจ ยังระบุถึงผลสำรวจในไตรมาส 3 ว่า 31% ของกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารในไทยคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นช่วง 1 ปีข้างหน้า และกลุ่มตัวอย่างมีมุมมองเป็นลบหรือติดลบ 10% เกี่ยวกับคาดการณ์กำไรว่าจะเพิ่มขึ้น เป็นระดับลดลงอย่างมากจากบวก 28% ในไตรมาส 2
"จากแนวโน้มการส่งออกที่ซบเซาทำให้กลุ่มตัวอย่างเพียง 2% เท่านั้น ที่คาดว่าบริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นช่วง 12 เดือนข้างหน้าซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่เคยสำรวจได้ในไตรมาส 2 และลดลงอย่างมากจากระดับ 17% ที่เคยสำรวจได้ในไตรมาส 3 ปีก่อน"
รายงานไอบีอาร์เพิ่มเติมว่า ในไตรมาส 3 ผู้บริหารธุรกิจในไทยคิดเป็น 4% ที่บอกว่าพวกเขาคาดการณ์จะเพิ่มการลงทุนสร้างโรงงานและซื้อเครื่องมือเครื่องจักร ซึ่งเป็นระดับลดลงอย่างมากจาก 18% ในไตรมาส 2 ปีนี้ และกลุ่มตัวอย่างในไทยคาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัว 2% ในปีนี้
ทั้งนี้แกรนท์ ธอร์นตัน ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.7% และการส่งออกจะขยายตัวเพียง 1% ส่วนปีหน้าคาดว่าจีดีพีไทยขยายตัวราว 4.8% หรือน้อยกว่า แต่การส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7% การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจะติดลบ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.1 แสนล้านบาท อัตราว่างงานจะอยู่ที่ 0.8%
ขณะที่คาดหวังว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 2 ปี 2557 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 4.5% ซึ่งเป็นคาดการณ์อย่างรอบคอบ พิจารณาอย่างสมดุลระหว่างปัจจัยด้านบวกและปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ใช้พิจารณา
"เมื่อพิจารณาจากปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจไทยสดใสมากขึ้น และคาดว่าจะเติบโตในปี 2557 เพราะภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยดีขึ้น และการท่องเที่ยวยังคงเฟื่องฟู อีกทั้งนโยบายประชานิยมเริ่มลดลง เราจึงน่าจะได้เห็นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาครัฐควรมีการสนับสนุนอุปทาน ด้วยการลดภาษีนิติบุคคลกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่"
แจงปัญหาถ่วงขีดแข่งขันไทย
นายแพสโกยังให้ความเห็นด้วยว่า เศรษฐกิจไทยได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในปีนี้ การส่งออกซบเซาและอาจขยายตัวเพียง 1% ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น อัตราว่างงานต่ำมากการขาดแคลนแรงงานมีทักษะ ผู้คนหันมาบริโภคสินค้าใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
นอกจากนี้ยังมีการกีดกันการค้าเกิดขึ้นต่อเนื่องในอุตสาหกรรมบริการบางประเภท ขณะที่นโยบายเป็นโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดภาพลักษณ์เชิงลบ บวกความสามารถการผลิตของไทยอยู่ระดับต่ำ ทั้งหมดล้วนเป็นภาระหนักที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถแข่งขันของประเทศได้
กังวลระบบราชการอุปสรรค
ผลสำรวจของแกรนท์ธอร์นตัน ระบุว่าบรรดาผู้บริหารธุรกิจในไทยกว่าครึ่งหนึ่ง วิจารณ์ว่าการขาดอุปสงค์เป็นปัญหาสร้างความกังวลใจในการขยายธุรกิจ ซึ่งในไตรมาส 3 ความเห็นนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 60% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2554
นอกจากนี้ผู้บริหารกลุ่มตัวอย่างยังบอกว่า ระบบราชการสร้างความกังวล ซึ่งมากกว่า 2 ใน 5 เห็นว่ากฎระเบียบและการควบคุมของรัฐสร้างความกังวลสำคัญทั้งในปีที่แล้วและปีนี้ ซึ่งเป็นความเห็นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากระดับ 20% ในปี 2550 ก่อนเกิดวิกฤตการเงินโลก
ความกังวลในเรื่องของสาธารณูปโภคยังเป็นประเด็นสร้างความกดดันให้กับผู้บริหารธุรกิจในไทยมากกว่าผู้บริหารชาติอื่นในอาเซียน โดย 37% เห็นว่าคุณภาพการขนส่งของไทยยังแย่ และ 34% มองคุณภาพเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยยังไม่มากพอ









