สศค.เตือนปี"57 เศรษฐกิจไทยเผชิญ 4 ปัจจัยเสี่ยงใหญ่ "ความต้องการซื้อทั่วโลกลด-ค่าเงินผันผวน-ดอกเบี้ยขึ้น-ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรุด"
วานนี้ (21 พ.ย.) ในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 จัดโดย สมาคมเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ ภาครัฐ เอกชน ได้ร่วมสะท้อนมุมมองถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยปีหน้า รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเผชิญและแนวทางรับมือ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวในงานสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2557 ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ วานนี้ (21 พ.ย.) ว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงใหญ่ใน 4 เรื่อง คือ ความต้องการซื้อจากตลาดใหญ่อาจปรับลดลง ซึ่งมีผลต่อภาคการส่งออก รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มว่าจะผันผวนมากขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยก็มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น และสุดท้าย คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะทองคำมีแนวโน้มลดลง
"ดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ มีแนวโน้มตกต่ำลง เพราะความต้องการในตลาดโลกลด ดังนั้นราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง คงทำให้รายได้เกษตรกรหายไปบ้าง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อปัญหาสังคมที่ตามมาได้"
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ถือเป็นความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น โดยประเทศไทย ยังต้องหาทางรับมือกับความผันผวนในระยะกลางถึงระยะยาว ที่คาดการณ์กันว่ายักษ์ใหญ่ของโลก อาจเปลี่ยนมาสู่ยักษ์ใหม่ ซึ่งเป็นประเทศในแถบเอเชียมากขึ้น ดังนั้นไทยซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใจกลางของเอเชีย จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
สศค.จ่อหั่นจีดีพีเหลือ 3%
ขณะที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า สศค. เตรียมปรับลดเศรษฐกิจปี 2556 ในเดือนธ.ค.นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะโต 3% จากเดิมคาดโต 3.7% ส่วนปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น และจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีตามไปด้วย แต่จะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใดยังคงต้องติดตามการลงทุนภาครัฐ ที่เป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีหน้า
เวิลด์แบงก์เล็งปรับจีดีพีลงเดือนธ.ค.นี้
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เวิลด์แบงก์อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการการเติบโตตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ และจะประกาศในเดือนธ.ค. นี้ จากเดิมที่มองว่าจะโตได้ 4% โดยสาเหตุที่ต้องปรับลด เป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจและการส่งออกไทยไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้พอสมควร
ส่วนประมาณการการส่งออกนั้น เดิมมองว่าในปีนี้จะเติบโต 2.5% แต่ล่าสุดได้ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1% ขณะที่ปีหน้าการส่งออกของไทยน่าจะเติบโตได้ราว 5%
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้า มองว่ามีโอกาสโตได้ 4-5% แต่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การลงทุนของภาครัฐว่า สามารถดำเนินการได้หรือไม่
"ความเสี่ยงภายในประเทศของเราปีหน้า คงเป็นเรื่องความมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐว่าจะมีมากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าผลักดันโครงการลงทุนต่างๆ ออกมาได้ จะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามไปด้วย"นางสาวกิริฎา กล่าว
ห่วงการเมืองกระทบศก.
สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองนั้น นางสาวกิริฎา กล่าวว่า หากไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็คงไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก แต่ถ้านำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หรือรัฐบาลขาดเสถียรภาพมีการเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ ตรงนี้อาจกระทบต่อการลงทุนในระยะยาวทำให้ต้องชะงักลงได้ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วย
ส่วนของปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศนั้น ระยะสั้นความผันผวนในตลาดโลกยังคงมีอยู่มาก และไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน ดังนั้นภาครัฐจึงควรเตรียมเงินไว้ส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นภาครัฐจะได้มีเงินนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นโยบายการเงินเน้นดูแลเสถียรภาพ
ด้าน นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ยอมรับว่าออกมาต่ำกว่าที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์เอาไว้ สาเหตุเป็นเพราะการลงทุนภาครัฐที่เคยคาดหวังกันไว้ไม่สามารถทำได้ ขณะที่การเมืองสหรัฐก็ปั่นป่วนตลาดเงินตลาดทุน ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจไทย ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ออกมาไม่ดีนัก
ส่วนคำถามที่ว่านโยบายการเงินจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มหรือไม่ เขากล่าวว่า ไม่เกี่ยว เพราะหน้าที่หลักของนโยบายการเงิน คือ ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ผันผวน คือ ดูแลเสถียรภาพในเรื่องของเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ให้ผันผวนจนกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งยืนยันว่าที่ผ่านมา ธปท. ดูแลในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
กิตติรัตน์ชี้เงินทุนไหลออกช่วยบาทอ่อน
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์เงินที่ไหลเข้าออกช่วงนี้ว่า เมื่อช่วงต้นปี 2556 มีเงินไหลเข้ามาไทยเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากเงินจะไหลออกไปบ้างในช่วงนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี และไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะไทยไม่ได้ต้องการให้เงินจากต่างชาติไหลเข้ามาในไทยจนทำให้เงินบาทแข็งค่าและกระทบต่อการส่งออก
ส่วนกรณีที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยน้อยกว่าตลาดหุ้นเกิดใหม่อื่นๆ นั้น ก็ไม่มีความน่ากังวล หากมีเงินไหลเข้ามากเกินไปอาจเกิดผลเสีย ขณะนี้ยังเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการดูแลได้เป็นอย่างดี
"ไม่รู้สึกกังวลหากเงินจะไหลออกไปบ้าง เพราะเงินร้อนที่เข้ามาเก็งกำไรในช่วงก่อนหน้านี้ยังไหลออกไปไม่หมด หากต่างชาติจะดึงเงินเหล่านี้กลับไปบ้างก็ไม่มีปัญหา และไม่จำเป็นที่ต้องออกมาตรการพิเศษมาดูแล"นายกิตติรัตน์ กล่าว
ตั้งคำถามใช้เงิน 2 ล้านล้าน
ด้าน นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ผ่านวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้วนั้น รัฐบาลควรต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะนำไปใช้อย่างไรบ้าง และสิ่งที่สร้างสามารถทำให้เกิดผลตอบแทนที่ดีขึ้นในประเทศได้หรือไม่ เพราะโครงการเหล่านี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่ใช่ว่าจะรื้อถอนกันได้ง่ายๆ
"คำถามที่เราต้องตอบกัน คือ เราจะเดินยังไง เช็คใบใหญ่ 2 ล้านล้านบาท เราจะใช้มันอย่างไร เพราะวันนี้สิ่งที่เรากำลังจะสร้างมันจะต้องอยู่กับเราไปอีกนาน ไม่ใช่ว่าไม่ดีแล้วจะรื้อถอนกันได้ใน 1-2 วัน ประสบการณ์ในต่างประเทศที่ไม่ดีก็มีให้เห็น ดังนั้นเราต้องช่วยกันคิดว่าเราจะทำอะไรกันบ้าง"นายอาชนัน กล่าว
หวั่นการเมืองฉุดอนาคตท่องเที่ยว
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปีนี้ว่า ยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมาย โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจำนวน 26.2 ล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศมูลค่า 1.18 ล้านล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 10%
หลังจากมอนิเตอร์เหตุการณ์แปรปรวนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า จะเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนที่บั่นทอนการท่องเที่ยวไทยเฉลี่ยทุก 6 เดือน จึงต้องวางแผนรับมือด้วยการสื่อสารและทำความเข้าใจกับเป็นคู่ค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ซ้ำซาก ถือเป็นการบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต กระทบต่อการวางแผนด้านการท่องเที่ยวในระยะกลางและยาวของประเทศ ทำให้จุดขายของประเทศไทยด้อยลง
สำหรับทิศทางการท่องเที่ยวปีหน้าตั้งเป้าว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 28 ล้านคนเติบโต 8% มีรายได้เข้าประเทศมูลค่า 2.02 ล้านล้านบาท เติบโต 12%
ความผันผวนค่าเงินคือความเสี่ยง
นายสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุรพลฟู้ดส์ มองว่า ความเสี่ยงที่น่าห่วงที่สุดก็คือความผันผวนของค่าเงินบาท ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ในทุกภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพียงผู้ส่งออก แต่ยังรวมไปถึงผู้นำเข้าสินค้า และภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ภาคธุรกิจจึงต้องเตรียมรับมือให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน และไม่ควรเก็งกำไรค่าเงินเพราะเป็นสิ่งที่ยากต่อการคาดเดา
หุ้นเอเชียร่วงหวั่นเฟดลดคิวอี
ตลาดหุ้นเกือบทั่วเอเชียปรับตัวลดลง หลังจากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บ่งชี้ว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายกำลังพิจารณาที่จะลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ดี ข่าวดังกล่าว ที่ทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ช่วยหนุนให้ดัชนีนิกเคอิ ของญี่ปุ่น พุ่งขึ้น 289.525 จุด หรือ 1.92% โดยระหว่างวัน ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 เดือน เมื่อเทียบกับดอลลาร์ที่ 100.78 เยนต่อดอลลาร์ ก่อนจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
ส่วนตลาดอื่นๆ ส่วนใหญ่ปรับลดลง ตามดาวโจนส์ ทั้ง ซิดนีย์ ออสเตรเลีย-ตลาดเกาหลีใต้และตลาดเซี่ยงไฮ้ ในจีน เช่นเดียวกันดัชนีหั่งเส็ง ที่เจอแรงกดดันการเทขาย หลังเอชเอสบีซี ระบุว่า การขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิตจีน ชะลอตัวลงมาในเดือนนี้
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงกว่า 28 จุดตามตลาดต่างประเทศและความกังวลปัญหาการเมือง
ทั้งนี้ รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด มินนิท ส่งสัญญาณว่า เฟดจะเริ่มลดการกระตุ้นเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะมองว่า ตลาดแรงงานมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมากพอที่จะเริ่มลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ในตลาด ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอี
ในการประชุมระหว่างวันที่ 29-30 ต.ค. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายเฟด คาดการณ์ว่า ข้อมูลการจ้างงานที่จะออกมาต่อจากนี้ จะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้นตามการคาดการณ์ของเฟด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะเป็นการรับประกันถึงการเริ่มต้นลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่าข้อมูลด้านแรงงานที่แข็งแกร่งในเดือนพ.ย. จะทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น ที่เฟดจะเริ่มปรับลดมาตรการคิวอี ในเดือนธ.ค. นี้
นายบูลลาร์ด ระบุว่า ตลาดแรงงานมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเฟดจะเริ่มลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินหรือไม่ เมื่อมีการประชุมนโยบายกันในเดือนธ.ค. และว่า เฟดควรยึดอัตราว่างงานที่ 6.5% ซึ่งเฟดได้กำหนดไว้เมื่อปีที่แล้ว เป็นเกณฑ์ก่อนที่จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเจ้าหน้าที่เฟดได้มีการหารือกันในประเด็นการปรับลดเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งอาจจะส่งผลให้มีการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปเป็นระยะเวลาที่นานขึ้น









