"เอ็มทีเอส"ชี้นักลงทุนทองปีนี้เจ๊งกระจาย ราคาร่วงลงกว่า 31% คาดลากยาวถึงต้นปีหน้า สหรัฐลดขนาดคิวอี แนะปรับกลยุทธ์ลงทุนเข้า-ออกเร็วใน 7 วัน
น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก เปิดเผยว่า ภาพรวมผลตอบแทนจากการลงทุนทองคำในปีนี้ไม่ค่อยดีนัก หลังราคาทองคำปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 1.88 หมื่นบาท จากต้นปีอยู่ที่ระดับ 2.4 หมื่นบาท และยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงอีกในเดือนธ.ค.โดยมองจุดต่ำสุดปีนี้ที่ระดับ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1.81 หมื่นบาทต่อบาททอง ส่งผลให้นักลงทุนที่ถือทองคำตั้งแต่ต้นปีในรูปแบบเงินดอลลาร์ จะขาดทุนประมาณ 31% และในรูปของเงินบาทจะขาดทุน 26%
"ทองคำน่าจะอยู่ในช่วงขาลงไปจนถึงช่วงไตรมาส1ของปีหน้า โดย มีโอกาสที่จะปรับลดไปที่ระดับ 1,100- 1,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาเงินบาทน่าจะอยู่ระดับ 1.8 หมื่นบาทต่อบาททอง แต่คงไม่หลุดต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐต่ออนซ์ เนื่องจากราคาที่ใกล้เคียงกับต้นทุนหน้าเหมืองแล้ว"
ส่วนสาเหตุที่ราคาทองคำมีแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง เป็นผลจากตลาดมีความกังวลว่าไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สหรัฐต้องยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) หลังเศรษฐกิจสหรัฐกำลังฟื้นตัว ทำให้นักลงทุนโยกเงินกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ จนทำให้ดัชนีดาวโจนส์ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ รวมถึงยังไม่มีปัจจัยบวกชัดเจนที่จะสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นได้
ประกอบกับกองทุนเอสพีดีอาร์ ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่ถือครองทองคำเทขายออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดขายทองออกมาอีก 2 ตัน ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดถือครองเหลือ 860 ตัน ลดลง 38% จากต้นปีที่ 1,350 ตัน ดังนั้น ปีนี้ใครที่ซื้อทองคำไว้แล้วถือยาว โดยไม่ได้ขายออกมาจะขาดทุนอย่างเดียว
"นักลงทุนต้องปรับตัวให้ทัน โดยกลุ่มที่ลงทุนระยะสั้นนั้น ควรเข้าและออกเร็วภายใน 7 วัน ส่วนในตลาดสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (โกลด์ ฟิวเจอร์ส) ผู้ที่ถือสถานะชอร์ต (short) หรือขายก่อนแล้วซื้อภายหลัง เพราะทำให้ได้รับกำไรอย่างน้อย 30% แต่หากถือสถานะลอง (Long) ซื้อจะขาดทุนอย่างน้อย 30% พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งต้องขายก่อนซื้อ จากเดิมที่คนไทยติดนิสัยซื้อก่อนและขายทีหลัง จนทำให้ต้องติดดอย"









