วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไออาร์พีซี'ตั้งเป้า7ปีผู้นำปิโตรฯอาเซียน

ไออาร์พีซีมั่นใจปี"57 พลิกกลับมามีกำไร หลังผลิตได้ราคาต่ำกว่าต้นทุนจากโครงการฟีนิกซ์-โครงการลงทุนอื่นๆ เป้าใน 7 ปีผู้นำปิโตรฯอาเซียน

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทไม่ค่อยเติบโตมากนัก เพราะเป็นธุรกิจที่ผูกติดกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเป็นหลัก โดยนำน้ำมันดิบจากต่างประเทศมาผลิตเป็นปิโตรเคมี ซึ่งในช่วงต้นปี 2556 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสต็อกน้ำมันมากพอสมควร

ทั้งนี้ เพื่อให้ธุรกิจของบริษัทกลับมาเติบโตอีกครั้ง จึงตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรในอาเซียนภายในปี 2563 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า โดยต้องสร้างผลตอบแทนการลงทุนให้ได้ 14% ของเงินลงทุนจากผู้ถือหุ้น จากปัจจุบันที่ผลตอบแทนอยู่ในระดับ 0-1% โดยแนวทางสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจะต้องเพิ่มกำไรจากค่าการกลั่นให้มากขึ้นจากต้นทุน 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งในช่วงเดือนม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา ค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเพียง 7.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงต้องเพิ่มอีก 6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

"มั่นใจว่าปี 2557 บริษัทจะกลับมามีกำไรจากการกลั่นน้ำมันเฉลี่ย 9.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ จากโครงการฟีนิกซ์ที่แล้วเสร็จส่วนหนึ่ง ทำให้ภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะมีค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นอีก 0.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับธุรกิจปิโตรเคมีจะมีค่าการกลั่นรวมเพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บนสมมติฐานราคาน้ำมันดิบปี 2557 ไม่ต่ำกว่า 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"

สำหรับความคืบหน้าโครงการฟีนิกซ์ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้า 55% ยังเหลือโครงการเพิ่มมูลค่าเพื่อผลิตภัณฑ์สะอาด(ยูเอวี) ซึ่งใช้เงินลงทุนสูงสุดถึง 80% ของโครงการฟีนิกซ์ทั้งหมด มีความคืบหน้าแล้ว 48% คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2558 ส่งผลให้ผลิตพลาสติกโพรเพลีนเพิ่มขึ้น 3.2 แสนตันต่อปี และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ต่อยอดธุรกิจปิโตรเคมีได้อีกมาก และจะส่งผลให้บริษัทมีค่าการกลั่นรวมเพิ่มขึ้นอีก 2-4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

บริษัทยังมีแนวคิดและหลักการบริหารโดยใช้กลยุทธ์เดลต้า ซึ่งเป็นการพัฒนากระบวนการผลิตเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในการแข่งขัน คาดว่าจะส่งผลให้ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้นในปี 2557 อีก 1-1.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และจะเพิ่มเป็น 1.5-1.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2559

บริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาร่วมทุนกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ พีทีทีจีซี เพื่อลงทุนโครงการต่อยอดฟีนิกซ์อีก 5-6 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 6.5 หมื่นล้านบาทในช่วงปี 2557-2561 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นปลายที่จะสร้างอัตรากำไรให้บริษัทในระยะยาว

ส่วนโครงการขยาย Bio Hydrogenation Diesel (BHD) มีแนวทางจะขยายเพิ่มอีก 2 ล้านลิตรต่อเดือน จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตเต็มกำลังอยู่ที่ 3 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ผลิตจริงเพียง 1 ล้านลิตรต่อเดือน เพื่อผลิตบีเอชดีป้อนให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 44 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะลงทุนเองเพราะใช้เงินลงทุนจำนวนไม่มากนัก

การเคลื่อนไหวราคาหุ้นล่าสุดวานนี้ (20 พ.ย.) ปิดตลาดที่ระดับ 3.52 บาท ลดลง 0.08 บาท หรือ 2.22% โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 233.49 ล้านบาท

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ ผลประกอบการไม่รวมสต็อกน้ำมันของบริษัท คาดจะปรับขึ้นจากไตรมาส 3 ปีนี้ ผลักดันจากการป้องกันความเสี่ยงน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลที่มีส่วนต่างสูง การขายที่ดิน 18 ไร่ ที่ได้ข้อสรุปกำไร 150 ล้านบาท อีกทั้งต้นทุนน้ำมันจะปรับลดลงเล็กน้อย จากการเพิ่มสัดส่วนน้ำมันดิบในประเทศขึ้นจาก 4% เป็น 14%

ประมาณการปีนี้อยู่ที่ 1,809 ล้านบาท อาจมีความเสี่ยงขาลง หลังงวด 9 เดือน มีกำไรสุทธิเพียง 42 ล้านบาท จาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ค่าการกลั่นที่ต่ำกว่าคาด และการขายที่ดินหากทำได้ต่ำกว่าสมมติฐานของที่ 100 ไร่ในปีนี้ จึงแนะนำการลงทุน ในระยะสั้นผลประกอบการยังด้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่ม เพราะต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่สูง ขณะที่ความสามารถการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงยังต่ำ

นักวิเคราะห์ บล.เคเคเทรด กล่าวว่า ไตรมาส 4 ปีนี้ มีความเสี่ยงจะกลับมาขาดทุนอีกครั้ง ขณะที่ยังคงประมาณการปีนี้ไว้เท่าเดิม โดยคาดบริษัทจะมีผลขาดทุน 408 ล้านบาท แม้จะมีมุมมองเชิงบวกต่อค่าการกลั่นช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะเข้าสู่ช่วงหน้าหนาว ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในกลุ่ม Middle distillate (น้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบิน) เพื่อทำความร้อน แต่จะยังมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานปกติต่อเนื่อง รวมทั้งความเสี่ยงที่ผลประกอบการจะกลับมารับรู้ Stock Loss หากราคาน้ำมันดิบปิดสิ้นไตรมาส 4 ปีนี้ ต่ำกว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา