ยาสีฟันสมุนไพรดูจะไม่ค่อยเข้ากันนักกับคนรุ่นใหม่แต่สำหรับคนหนุ่มที่ชื่อวิชาญ อาฮูยาของโบราณๆ แบบนี้แหล่ะคือโอกาสธุรกิจที่ยังหอมหวาน
หนุ่มนักเรียนนอกวัย 29 ปี “วิชาญ อาฮูยา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีคิวบ์ อาฮูยา เทรดดิ้ง จำกัด ผู้รักและเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย สนใจด้านเศรษฐศาสตร์ การเมือง และหุ้น จบเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวคุณหมอ เจ้าของ “ยงยุทธคลินิกเวชกรรม” ซึ่งมีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมแบรนด์ “อาฮูยา”
แต่ใครจะคิดว่าเมื่อวันที่ต้องลุกมามีธุรกิจของตัวเอง คนรุ่นใหม่อย่างเขาจะเลือกสินค้าอย่าง ยาสีฟันสมุนไพรสูตรอายุรเวทนำเข้าจากประเทศอินเดีย มาแจ้งเกิดธุรกิจใหม่
“พื้นฐานของครอบครัวผมเป็นคนเชื้อสายอินเดีย สังเกตว่า แม้ไทยกับอินเดียจะผูกพันทางวัฒนธรรมกันมานาน แต่สินค้าอินเดียในไทยยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับสินค้าจากจีนหรือญี่ปุ่น โดยเฉพาะสินค้าสมุนไพรอินเดีย ซึ่งมีความเก่าแก่และมีชื่อเสียงมาก”
นั่นเองที่จุดความคิดให้ลูกหลานเชื้อสายอินเดียในประเทศไทย คิดลุกมาเป็นทูตวัฒนธรรม นำสินค้าดีๆ จากอินเดียมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับตลาดไทย โดยเริ่มจาก “ยาสีฟันสมุนไพรวิกโก” (Vicco) ที่ครอบครัวใช้กันมาตั้งแต่รุ่นคุณตา ด้วยรสชาติดี และยังเป็นสูตรอายุรเวทอินเดีย ที่ผลิตและจำหน่ายมานานกว่า 60 ปี ใน 30 ประเทศทั่วโลก
แต่การเปิดตัวลงสนามคอนซูเมอร์โพรดักส์ ที่มีคู่แข่งอยู่เต็มสมรภูมิรบ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนมาใหม่อย่างเขา
“ตลาดคอนซูเมอร์โพรดักส์ ท้าทายมากนะ เพราะทุกวันนี้เจ้าใหญ่ๆ เขาคลุมตลาดจนเกือบหมดแล้ว”
เขารับชะตากรรมในน่านน้ำสุดหิน แต่ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘ถ้าอยากจะสร้างความแตกต่างให้ชีวิต ใจเราก็ต้องถึงกว่าคนอื่น’ เลยทำให้ไม่ยอมถอดใจกับอะไรง่ายๆ
มาบวกกับความเชื่อในศักยภาพของผลิตภัณฑ์ ที่เขาย้ำว่าใครลองได้ใช้ “ติดใจแน่” เพราะไม่แค่รสชาติดี สีน่าใช้ อัดเต็มด้วยสมุนไพรมากถึง 20 ชนิด ทว่ายังแตกต่างด้วยการไม่เป็นแค่ยาสีฟันสมุนไพร แต่เป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงการรักษาด้วย ซึ่งผู้เล่นในกลุ่มนี้ก็ยังมีไม่มากนัก และกินส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 10% ของตลาดรวม
ขณะที่ผู้บริโภคคนไทยส่วนใหญ่ก็ยังอารมณ์ตามกระแส จึงไม่ค่อยมี ความภักดีในตราสินค้า (Brand Loyalty) หรือยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากนัก และนั่นก็น่าจะเป็นโอกาสให้คนมาทีหลัง “ที่ดีกว่า” มีพื้นที่แจ้งเกิดได้
เป็นผู้มาใหม่ไซส์เล็ก จะให้สู้กับยักษ์ใหญ่ที่มีเงินก้อนโตทำโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบจัดหนักคงไม่ได้ เขาจึงประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ใช้กลยุทธ์ทางการตลาดมากเกินไป แต่จะเน้นสร้างแบรนด์ให้น่าเชื่อถือ โดยใช้ “จุดเด่นของสินค้า” เป็นตัวนำ ค่อยๆ สร้างความรู้และเข้าใจ กับลูกค้า ซึ่งวิธีนี้อาจต้องใช้เวลา แต่เขาก็เชื่อว่าในช่วง 3-4 ปีแรก จะมีผลพลอยได้ที่คุ้มค่า นั่นคือ มีกลุ่มที่ “จงรักภักดีกับตัวสินค้า” เกิดขึ้นได้ในที่สุด
“วิกโก ทำตลาดทั่วโลก แต่ที่ผ่านมาเขาค่อนข้างเฉพาะกลุ่มมาก แต่ผมจะเป็นตัวแทน ที่ทำให้สินค้าของเขา ขายในโมเดิร์นเทรดให้ได้ ซึ่งตอนนี้เราก็สามารถเข้าไปขายใน ท็อปส์ ได้แล้ว”
เขาบอกเกมรุกที่จะหาพื้นที่ “แสดงตน” ให้แบรนด์น้องใหม่ ได้เป็นที่รู้จักของคนไทย ก่อนเลือกช่องทางการตลาดที่คุ้นเคยและถนัดอย่าง “โซเชียลมีเดีย” มาใช้สื่อสารการตลาด
แต่ใครจะคิดว่า “นิวมีเดีย” และผลิตภัณฑ์สมุนไพรโบราณ จะเป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้!
ผู้บริหารเลือดใหม่บอกเราว่า แม้เป็นยาสีฟันสมุนไพร แต่กลุ่มเป้าหมายของวิกโก ก็ไม่ได้มีแต่ “ผู้สูงอายุ” เท่านั้น แต่ไล่ไปตั้งแต่ กลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานต้นๆ ไปจนผู้ที่รักและใส่ใจสุขภาพ จากผลิตภัณฑ์ที่มีทั้งสูตรธรรมดา และซูการ์ ฟรี มีสีและรสชาติที่แม้เป็นสมุนไพร แต่รสชาติ ก็ “ไม่โบราณ” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้วงกว้างขึ้น
สำหรับกลุ่มแรกเขาไม่ห่วงที่จะเข้าถึงสื่อยุคใหม่ เพราะเป็น “ชาวโซเชียล” กันอยู่แล้ว ขณะที่กลุ่มหลัง ก็ยังได้อนิสงห์จากลูกหลานที่เข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ จะได้แนะนำผลิตภัณฑ์ดีๆ ให้พ่อกับแม่ได้ลองใช้อีกทางด้วย
วิชาญ เชื่อว่า สินค้ากลุ่มนี้ยังมีช่องว่างในตลาดและมีโอกาสให้พิชิตเป้าหมาย เป็นสมุนไพรเชิงรักษาอันดับต้นๆ ของประเทศให้ได้
“ตอนนี้อยากขยายทั่วประเทศให้ได้มากที่สุด โดยในสิ้นปีหน้า คาดว่าจะไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ได้หมด ขณะที่เออีซีเอง ก็ยังมีโอกาสสำหรับเรา เพราะหลายประเทศยังไม่มีตัวแทนขายสินค้าตัวนี้ แต่ก็คงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ปีหน้าผมจะทำการตลาดให้เข้มข้นขึ้น และจะเป็นสมุนไพรเชิงรักษาอันดับต้นๆ ของประเทศให้ได้”
เขาประกาศความคาดหวัง แม้จะยังต้องต่อสู้อย่างหนักกับ กระแส “ฟันขาว ฟันสวย” ที่ค่ายใหญ่โหมมาใช้เป็นกลยุทธ์กระตุ้นตลาดตลอดที่ผ่านมา ขณะที่ยาสีฟันเพื่อสุขภาพฟันจริงๆ กลับถูกหมางเมินจากคนรุ่นใหม่ และนั่นก็เป็นความท้าทาย ที่จะเดินหน้าปรับทัศนคติผู้คนในสังคม ให้หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้มากขึ้น
โดยตั้งเป้าว่าสินค้าจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ และในปี พ.ศ. 2560 จะขายได้ 1-2 แสนหลอดต่อปี จากที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นหลอดต่อปี จากเงินลงทุนเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 7 หลัก เขาก็คาดว่า จะใช้เวลาคืนทุน ได้ภายใน 3-5 ปี
ที่แน่ๆ ถ้าสินค้าติดตลาดก็ถือว่า “กินยาว”
และไม่เพียงเป็นนักซื้อมาขายไป แต่เขาก็ยังมุ่งพัฒนาสินค้าในแบรนด์ตัวเองด้วย เริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ที่ต่อยอดมาจากธุรกิจคนเป็นพ่อ แบรนด์ “อาฮูยา” และขายผ่านช่องทางไดเรคมาร์เก็ตติ้ง และอนาคตก็จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาด้วย
การเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ๆ พร้อมใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญและดูจะเป็นหัวใจในการทำธุรกิจของเขาคือ ความรับผิดชอบสูงสุดต่อลูกค้า และแม้ไม่ได้เป็นคุณหมอ แต่การเกิดมาในครอบครัวของหมอ ทำให้เขาตระหนักว่า..
ต้องดูแลลูกค้าเหมือน "คนไข้" ต้องให้ความรู้ ไม่ได้ขายแบบฉาบฉวย และไม่ได้เน้นว่าจะทำกำไรเยอะแค่ไหน ถึงจุดหนึ่งถ้าสินค้าเป็นที่ยอมรับ จะเกิดการบอกต่อ แล้วกำไรก็จะตามมาเอง
“งานนี้ไม่ได้คิดที่กำไรเป็นตัวตั้ง ถ้าอยากจะทำกำไร ผมไปเล่นหุ้นดีกว่า แต่ที่สำคัญคือ การหาตัวเองให้เจอ ถึงจุดหนึ่ง คุณจะรู้ว่า การทำธุรกิจมันไม่ได้มีคุณค่าแค่กับตัวเองเท่านั้น แต่คือสังคมด้วย และถ้าเราให้สิ่งที่ดีกับลูกค้า ในตอนจบกำไรก็เข้ามาเอง” เขาเชื่อเช่นนั้น
สิ่งที่ปลูกฝังความคิดเช่นนี้ คงเพราะวิชาญ คือ อดีตนักกิจกรรมตัวยง โดยสมัยเป็นนักเรียนที่แคนาดา เขาเคยได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน และมีโอกาสทำงานกับสภานักเรียนประเทศแคนาดา (Canadian Federation of Students ; CFS) ผลงานโดดเด่น คือ การรณรงค์ให้มีการลดค่าเล่าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนมอบให้กับรัฐบาลของรัฐ British Columbia เพื่อเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้นักเรียนต่างชาติสามารถทำงาน Part -time ได้ การทำงานที่ต้องรู้จักคิดถึงส่วนรวม คงปลูกฝังความคิดเขามาจนถึงวันนี้..
ขณะที่การเป็นทายาทคุณหมอนักธุรกิจ ก็สอนบทเรียนชีวิตให้กับเขา
“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ คือ ทำอะไรต้องกล้าตัดสินใจ เพราะชีวิตสำคัญที่การตัดสินใจ ทำธุรกิจต้องเอาใจใส่ลูกค้า ห้ามหลอกลวง เพราะท่านเป็นคุณหมอ ผมเองก็เป็นลูกหมอ ก็คงมีคนคาดหวังอยู่บ้างในการทำธุรกิจของผม ที่จะต้องรับผิดชอบต่อลูกค้า ได้เหมือนคุณหมอรับผิดชอบต่อคนไข้”
เขาสะท้อนความคิดที่ต้องทำงานบนความคาดหวังในฐานะลูกหมอ ขณะที่ยังยึดถือภาษิตญี่ปุ่นเป็นแนวทางในการทำงาน ว่า
‘การทำงานที่มีแต่วิสัยทัศน์ แต่ไม่ลงมือทำ ก็เหมือนอยู่ในโลกความฝัน แต่การลงมือทำ โดยไม่มีวิสัยทัศน์ก็ไม่ดีไปกว่ากัน เพราะมันก็เหมือนฝันร้ายดีๆ นี่เอง’
สำหรับคนรุ่นใหม่ ที่อยากเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการ วิชาญ บอกว่า ให้เริ่มจากลองถามตัวเองว่า “ชอบอะไร” แล้วก็ให้เริ่มจากสิ่งนั้น แต่สำคัญ คือ ทำงาน “อย่าเลือกทำ” และ “อย่าแค่ทำ” แต่ให้ลองนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศด้วย
“การสร้างแบรนด์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ต้องอาศัยคนรุ่นใหม่มาช่วยพัฒนานวัตกรรม และทำให้เราผงาดขึ้นในตลาดโลกให้ได้ ผมเองก็คิดว่าในอนาคต ถ้าทำงานเต็มที่แล้ว ก็คงต้องมีสักแบรนด์ของตัวเองที่ติดตลาดขึ้นมาในระดับโลก หรืออย่างน้อยก็ในเอเชีย”
และนั่นคือเป้าหมายในใจของผู้บริหารหนุ่มคนนี้ ที่หวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของนักธุรกิจไทยที่มีโอกาสพัฒนาแบรนด์ไทย แล้วนำพาไปผงาดในตลาดโลก
“””””””””””””””””””””””””””””””””
Key to success
ไอเดียธุรกิจ “วิชาญ อาฮูยา”
๐ ขายของโบราณ แต่คิดแบบคนรุ่นใหม่
๐ เลือกสินค้าที่แตกต่าง และมีจุดแข็ง
๐ เป็นสมุนไพร แต่รสชาติไม่โบราณ
๐ ใช้ช่องทางนิวมีเดีย มาแจ้งเกิดธุรกิจ
๐ จริงใจ รับผิดชอบ ดูแลลูกค้าเหมือนคุณหมอ
๐ กระแสคนรักสุขภาพ ยังเป็นโอกาส และมีอนาคต





