การเมืองยังเป็นปัจจัย ส่งผล'หุ้น-ค่าบาท' นักลงทุนรอความชัดเจนสัปดาห์หน้า ส่วนหุ้นเอเชียทะยาน รับข่าวเฟดส่งสัญญาณคงคิวอี
ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ขานรับ นางเจเน็ต เยลเลน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) แถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐว่ายังจำเป็นต้องผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ คิวอี ขณะตลาดเงินยังกังวลช่วงเวลาเฟด ลดคิวอี
ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดวานนี้ พุ่งขึ้นทะลุระดับ 15,000 เป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนในวันนี้ จากการร่วงลงของค่าเงินเยน ซึ่งช่วยทำให้ดัชนีนิกเคอิพุ่งขึ้นมากที่สุดรอบ 4 ปีในสัปดาห์นี้
ดัชนีนิกเคอิ ปิดตลาดพุ่งขึ้น 289.51 จุด หรือ 1.95% มาที่ 15,165.92 และในสัปดาห์นี้ ดัชนีพุ่งขึ้น 7.7% ซึ่งทะลุแนวต้านสำคัญทางเทคนิค ที่ระดับ 15,000 เปิดโอกาสให้ดัชนีเข้าทดสอบระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. ที่ 15,942.60 อีกครั้ง
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 เดือนเช่นเดียวกัน จากถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หนุนความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนีคอมโพสิต ปิดพุ่งขึ้น 38.08 จุด หรือ 1.94% มาที่ 2,005.64 หลังจากที่พุ่งขึ้นมากที่สุดในวันเดียวนับตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. ซึ่งทำให้ดัชนีฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 2,000
ส่วนตลาดหุ้นจีนปิดพุ่งขึ้นมากที่สุดในวันเดียวรอบ 2 เดือนในวันนี้ หลังจากรายงานของสื่อจีนได้เปิดเผยรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับมาตรการปฏิรูป ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เห็นพ้องกันในการประชุมนโยบาย ซึ่งช่วยลดความผิดหวังในช่วงต้นสัปดาห์นี้
ทั้งนี้ ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ปิดพุ่งขึ้น 1.68% มาที่ 2,135.82
ด้านตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ปิดเพิ่มขึ้นในวันนี้โดยได้แรงหนุนจากแนวโน้มที่สหรัฐจะดำเนินมาตรการกระตุ้นทางการเงินต่อไป แต่หุ้นอินโดนีเซียร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนที่ระมัดระวังได้ลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น
หุ้นอินโดนีเซียร่วงลง 0.7% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก และเมื่อวานนี้ โดยหุ้นที่มีความอ่อนไหวกับอัตราดอกเบี้ย อาทิ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำตลาดร่วงลง หลังจากที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างไม่คาดคิดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ในสัปดาห์นี้ หุ้นอินโดนีเซียร่วงลง 3.2% ซึ่งเป็นตลาดที่ร่วงลงมากที่สุดในภูมิภาค
ส่วนหุ้นสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และ ฟิลิปปินส์ ปรับตัวขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกันตามดัชนีเอ็มเอสซีไอ (MSCI) สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย แปซิฟิก ยกเว้น ญี่ปุ่น ซึ่งพุ่งขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกัน โดยวานนี้พุ่งขึ้น 1.1%
คาดหุ้นไทยผันผวนสัปดาห์หน้า
ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดตลาดวานนี้ เพิ่มขึ้น 4.97 จุด หรือ 0.35% อยู่ที่ 1,420.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 27,184.68 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิอีก 1,704.58 ล้านบาท
ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. นับตั้งแต่มีการชุมนุมทางการเมือง นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นต่อเนื่อง โดยมียอดขายสุทธิ 21,931.54 ล้านบาท
นางสาวธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า น่าจะเคลื่อนไหวผันผวน สลับทั้งแดนบวกและลบ โดยมีปัจจัยทางการเมือง อย่างการชุมนุมเพื่อคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และการที่รัฐสภาจะมีการพิจารณา พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ในวันที่ 18-19 พ.ย. เข้ามากดดัน
สำหรับปัจจัยที่จะช่วยให้ดัชนีมีโอกาสเพิ่มขึ้น จากการประเมินว่า เฟดอาจจะยังคงวงเงินมาตรการคิวอีต่อไปจนถึงสิ้นปี ซึ่งคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1.470
ตลาดเงินเอเชียยังวิตกเฟด
วานนี้ สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่เอเชียร่วงลง แม้มีความเห็นเชิงผ่อนคลายนโยบายจากเฟด แต่ตลาดยังคงวิตกเกี่ยวกับเงินทุนไหลออกท่ามกลางความไม่แน่นอนว่า เฟดจะเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นลงเมื่อใด
รูเปี๊ยะห์ร่วงลง ขณะที่หุ้นจาการ์ตาร่วงลง 0.9% แม้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปรับตัวขึ้น หลังจากที่นางเยลเลนได้แสดงความสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด
รูเปี๊ยะห์นำเงินเอเชียร่วงลงในสัปดาห์นี้ 1.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ และรูปีร่วงลง 1.0% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งสกุลเงินทั้งสองสกุลมีความเปราะบางมากที่สุด เมื่อเฟดเริ่มปรับลดโครงการซื้อพันธบัตร เนื่องจากอินเดียและอินโดนีเซียมียอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก
เปโซ ร่วงลง 1.9% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ ริงกิต และบาทร่วงลง 0.7%
แต่วอนแข็งค่าขึ้น 0.1% ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากวอนปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่แรงซื้อจากกลุ่มผู้ส่งออก อาทิ กลุ่มต่อเรือ ช่วยกระตุ้นแรงซื้อคืน
การเมืองกดดันค่าบาท
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ เป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาค หลังจากตลาดตอบรับกับแนวโน้มการคงคิวอีในระยะสั้นๆ ไปแล้ว
ในช่วงท้ายตลาดวานนี้ ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.60/66 จาก 31.52/58 ในช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.61/66 จาก 31.55/60 ในช่วงเช้า
นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทยังมีทิศทางไม่ชัดเจน แม้ว่าเฟดยังคงคิวอี เนื่องจากนักลงทุนยังไม่เสี่ยงถือสถานะซื้อเงินบาทในช่วงที่มีปัญหาทางการเมืองในประเทศ
"เยลเลน"ส่งสัญญาณคงคิวอี
นางเจเน็ต เยลเลน รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวปกป้องมาตรการขนาดใหญ่ของเฟดที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยนางเยลเลนกล่าวเมื่อวานนี้ว่า ความพยายามของเฟดในการปรับ
เพิ่มการจ้างงานถือเป็นภาระหน้าที่ที่จำเป็นต้องทำ
ขณะที่ คณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาสหรัฐพิจารณาเรื่องการเสนอชื่อนางเยลเลนให้ขึ้นมาเป็นประธานเฟดนั้น นางเยลเลน กล่าวต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่า นางเยลเลนจะให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษต่อไป จนกว่าเจ้าหน้าที่เฟดจะมีความมั่นใจว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างมั่นคงจนส่งผลให้การสร้างงานใหม่ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
นางเยลเลนกล่าวต่อคณะกรรมาธิการว่า "ฉันคิดว่าเรามีภาระหน้าที่ในการทำสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งมาก"
ถ้าหากวุฒิสภารับรองการเสนอชื่อนางเยลเลนตามความคาดหมาย นางเยลเลนก็จะกลายเป็นสตรีคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดและเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินโลก
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เสนอชื่อนางเยลเลนให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อจากนายเบน เบอร์นันเก้ ในขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งของนายเบอร์นันเก้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ม.ค. 2014
ตลาดการเงินจับตามองถ้อยแถลงของนางเยลเลนอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าถ้อยแถลงดังกล่าวบ่งชี้ถึงแนวโน้มนโยบายเฟดอย่างไรบ้าง และเพื่อดูว่านางเยลเลนจะสามารถรับมือกับคำถามของคณะกรรมาธิการได้ดีเพียงใด
นักลงทุนชอบถ้อยแถลง 'เยลเลน'
นักลงทุนชื่นชอบถ้อยแถลงของนางเยลเลน โดยเฉพาะการที่นางเยลเลนกล่าวย้ำเรื่องความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์และดัชนี S&P 500 ของตลาด หุ้นสหรัฐต่างก็พุ่งขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดใหม่เมื่อวานนี้
นายจอร์จ อาเคอร์ลอฟ ซึ่งเป็นสามีของนางเยลเลน และเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลได้นั่งอยู่ด้านหลังนางเยลเลน ขณะนางเยลเลนให้การต่อคณะกรรมาธิการเมื่อวานนี้ โดยนางเยลเลน
มีท่าทีสุขุม และเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีขณะตอบคำถามของกรรมาธิการ
แทบไม่มีเหตุการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นในการประชุมพิจารณาเมื่อวานนี้ และนางเยลเลนก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดที่ผิดพลาดหรือสร้างความกังวลให้แก่นักลงทุน
นางเยลเลนดำรงตำแหน่งรองประธานเฟด มาตั้งแต่ปี 2553 และเคยดำรงตำแหน่งประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกในช่วงก่อนหน้านั้น โดยนางเยลเลนเป็นผู้สนับสนุนให้เฟดดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบพิเศษในช่วงที่ผ่านมา
เฟด ตรึงอัตราดอกเบี้ยใกล้ระดับ 0% นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2551 และขยายขนาดงบดุลขึ้นเป็น 4 เท่าสู่ 3.8 ล้านล้านดอลลาร์ โดยผ่านทางการดำเนินมาตรการเข้าซื้อตราสารหนี้ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) 3 รอบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนได้แสดงความกังวลว่า มาตรการของเฟดอาจเป็นการกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อหรือภาวะฟองสบู่ของสินทรัพย์ขึ้นในอนาคต
รับ คิวอี มีทั้ง 'ข้อดี-ข้อเสีย'
นางเยลเลน ยอมรับว่า เฟดไม่สามารถดำเนินคิวอีได้ตลอดไป และกล่าวว่า เฟดตระหนักเป็นอย่างดีว่าคิวอี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
อย่างไรก็ดี นางเยลเลน กล่าวว่า ข้อดีของคิวอีสามารถบดบังข้อเสียได้ในขณะนี้ และกล่าวว่าไม่มีการกำหนดตารางเวลาที่แน่นอนสำหรับการปรับลดขนาดคิวอีลงจาก ระดับ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือนในปัจจุบัน โดยนางเยลเลน กล่าวว่า การตัดสินใจในเรื่องนี้จะขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ
นางเยลเลน กล่าวว่า "ฉันไม่คิดว่าคิวอีจะดำเนินไปได้โดยตลอด เราพยายามที่จะประเมินว่าตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมากหรือไม่ในช่วงที่ผ่านมา และคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟด (FOMC) ก็กำลังมองหาสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากพอ ที่จะทำให้ตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง"







