วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอชเอสบีซีหันรุกรายใหญ่

เอชเอสบีซี ยังปักหมุดลงทุนไทย หลังเพิ่มทุนอีก 4.4 พันล้านบาท ดันฐานเงินทุนแตะ 1.6 หมื่นล้านบาท หวังใช้ขยายพอร์ตสินเชื่อ รุกรายใหญ่

นางแทน เซียว เมง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร เอชเอสบีซี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจในประเทศไทย โดยในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาธนาคารได้เพิ่มทุนในประเทศไทยอีก 4.4 พันล้านบาท ทำให้มีฐานเงินทุนเพิ่มขึ้น 33% หรือคิดเป็นประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital adequacy ratio: CAR)เพิ่มเป็น 17.5%

โดยกลยุทธ์ของธนาคารหลังจากที่ได้ตัดขายธุรกิจรายย่อยในไทยตั้งแต่ปี 2555 ขณะนี้ธนาคารได้หันมามุ่งเน้นจุดแข็งในการให้บริการธุรกิจรายใหญ่ทั้งที่เป็นบริษัทไทยและบริษัทข้ามชาติ บริการในตลาดตราสารหนี้ ตลาดทุน การบริหารเงินสดกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

"เรามองเอชเอสบีซีในไทยมีความสำคัญมาก และไทยเป็นตลาดสำคัญมากสำหรับเรา มีศักยภาพการเติบโตอนาคตสดใสรออยู่ข้างหน้าช่วยสนับสนุนการเติบโตของเอชเอสบีซีในอนาคต โดยในปีนี้ธุรกิจของธนาคารขยายตัวได้ดีกว่าปีก่อน สามารถปล่อยกู้ได้ตามเป้า ซึ่งฐานเงินทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารสามารถขยายพอร์ตการลงทุนได้อีก บนพื้นฐานการมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะกลางถึงยาว"

เธอกล่าวว่าเอชเอสบีซีเล็งเห็นโอกาสการทำธุรกิจในไทย และโอกาสการขยายตัวของภาคธุรกิจทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย โดยประเทศไทยสามารถเป็นตลาดสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับเอชเอสบีซีในไทยในการขยายธุรกิจ เนื่องจากประเทศไทยมีทำเลที่ตั้งที่ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงประเทศในเอเชีย โดยไทยมีประชากรเกือบ 70 ล้านคนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย ประเทศแวดล้อมไทยเป็นตลาดมีประชากรอยู่มากอย่างเวียดนามมี 19 ล้านคน และพม่า 55 ล้านคน

"ทั้งจำนวนประชากรและอุปสงค์ภายในประเทศและในภูมิภาค ล้วนเป็นปัจจัยบวกช่วยดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในตลาดซึ่งมีทั้งอุปสงค์และประชากรอยู่มาก อีกทั้งสามารถใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียนได้"

ปัจจัยที่สอง นางเมง กล่าวว่า ภาคการผลิตไทยมีบทบาทสำคัญคิดเป็นสัดส่วน 39% ของจีดีพี มีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการเป็นผู้นำการผลิตอะไหล่รถยนต์และผลิตรถยนต์ ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นักลงทุนต่างชาติจึงใช้ไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งธนาคารสามารถให้บริการเชื่อมโยงธุรกิจให้นักลงทุนต่างชาติเติบโตได้ในตลาดไทย สร้างความได้เปรียบให้ลูกค้ากับนักลงทุนที่มาจากทุกส่วนของโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป สหรัฐ ญี่ปุ่นหรือจีน

นอกจากนี้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล หากเกิดขึ้นได้จะสนับสนุนให้มีการเริ่มลงทุนเพิ่มขึ้น และจะได้เห็นนักลงทุนต่างชาติไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษและฝรั่งเศส ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนในโครงการนี้ ซึ่งธนาคารเอชเอสบีซีสามารถเข้าช่วยสนับสนุนเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจนักลงทุนเหล่านี้ได้

ส่วนปัจจัยสุดท้าย ซีอีโอเอชเอสบีซี ระบุว่า มีบริษัทไทยจำนวนมากขึ้น รวมถึงซีพี กรุ๊ปและปตท. ที่ต้องการออกไปขยายธุรกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัจจัยนี้ก็ช่วยส่งเสริมเอชเอสบีซีเติบโตตามไปด้วย เพราะบริษัทไทยที่มีศักยภาพเหล่านี้สามารถใช้บริการเครือข่ายของธนาคารที่มีอยู่ 6,600 แห่งใน 80 ประเทศทั่วโลก ธุรกิจไทยอาจไม่เป็นที่รู้จักในประเทศอื่น แต่เอชเอสบีซีสามารถจะช่วยเชื่อมโยงนำบริษัทเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ใหญ่กว่าได้

อย่างไรก็ตามธนาคารมองว่าธนาคารพาณิชย์ในประเทศเป็นพันธมิตรธุรกิจมากกว่าคู่แข่ง และยังส่งเสริมการให้บริษัทไทยขยายธรุกิจไปต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าธนาคารมีความชำนาญในการขยายธุรกิจต่างประเทศและเพิ่มมูลค่าได้

สำหรับแนวโน้มตลาดตราสารหนี้ในไทยปีหน้า คาดว่าจะยังมีสภาพคล่องมาก เพราะมีความต้องการลงทุนสูง เช่น ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ ได้ระดมทุนในรูปแบบตราสารหนี้สกุลเงินบาท 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจ จึงเชื่อว่าตลาดพันธบัตรน่าจะยังคึกคัก และจะเห็นการเสนอขายตราสารหนี้สกุลเงินบาทได้อีกในปีหน้า